Direction of Knife Attacks
การโจมตีด้วยมีดนั้นประกอบด้วย 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การแทง (Thrust or stab) และ การฟัน การปาด หรือ การเฉือน (Slash) ในหลายระบบของวิชามีดนั้นจะมีรูปแบบพื้นฐานของทิศทางในการโจมตีเป้าหมายด้วยมีดทั้งการแทงและการฟัน
ทิศทางการโจมตีด้วยมีด (Direction of Knife Attacks) มีหลายทิศทาง แต่ละระบบอาจกำหนดรูปแบบแตกต่างกันได้ จะขอกล่าวเฉพาะทิศทางซึ่งพบเห็นได้บ่อยในหลายๆระบบ
ลองนึกภาพกรวยวงกลมซึ่งขอบกรวยแทนจุดเริ่มต้นของการฟันหรือแทง และปลายกรวยเป็นตำแหน่งเป้าหมายของการโจมตี ให้แบ่งวงกลมปากกรวยออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกันด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางแนวตั้งและแนวนอนซึ่งตั้งฉากกัน หลังจากนั้นก็แบ่งแต่ละส่วนของวงกลมด้วยเส้นทแยงมุม 45 องศาทั้งด้านซ้ายและขวา โดยมีจุดตัดกันของทุกเส้นที่จุดศูนย์กลางของวงกลม (ซึ่งจะตรงกับตำแหน่งของปลายกรวยพอดี เมื่อเรามองจากปากกรวยไปยังปลายกรวย)
เส้นตรงซึ่งผ่านจุดศูนย์กลางเหล่านี้แทนทิศทางของมีดในการแทงและฟันเป้าหมาย ซึ่งในการฟันนั้นจะมีสองทิศทางเสมอคือ ไปและกลับ ในแต่ละทิศ เช่น ฟันจากขวามาซ้ายในแนวนอนก็จะมีการฟันย้อนกลับจากซ้ายมาขวาในแนวเดียวกัน นอกจากนั้นจุดศูนย์กลางเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งทิศในการโจมตี เช่น การแทงออกไปตรงๆโดยไม่ได้เคลื่อนที่เฉียงเข้าหาเป้าหมาย ในการแทงนั้นอาจเริ่มจากมุมใดมุมหนึ่งแล้วเคลื่อนไปยังเป้าหมายจากทิศทางต่างๆที่แสดงไว้ทั้งไปและกลับเช่นกัน
บางระบบกำหนดทิศทางและรูปแบบของมีดทั้งการฟันและแทงในการโจมตีเป็นตัวเลขเพื่อง่ายแก่การจดจำและฝึกซ้อม เช่น 5 ทิศทาง 7 ทิศทาง 9 ทิศทาง 12 ทิศทาง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการฟันที่มีลักษณะพิเศษ เช่น C cut เป็นการปาดฟันเป็นรูปตัว ซี ในภาษาอังกฤษ (ระบบ Kali), รูปเลข 8 เป็นต้น
ยังมีการโจมตีด้วยมีดอีกรูปแบบหนึ่ง เรียกว่า Snap cut คล้ายๆกับหมัดชกนำ หรือ หมัดแยบ (Yap) ของมวย เป็นการสะบัดมีดออกไปอย่างรวดเร็วโดยใช้คมมีดใกล้ปลายมีดในการกระแทกหรือเฉือนเป้าหมายให้เกิดบาดแผล
ไม่ว่าจะจับมีดแบบ Forward หรือ Reverse grip ก็มักมีมุมในการโจมตีพื้นฐานตามที่ได้กล่าวไปเช่นกัน นอกจากนั้นอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยในการโจมตีด้วยมีดเพิ่มเติมอีกตามแต่ละระบบต่อสู้จะกำหนดขึ้น จึงทำให้รูปแบบการโจมตีด้วยมีดมีความหลากหลายมาก
การเรียนรู้ทิศทางการโจมตีด้วยมีดทำให้รู้วิธีใช้มีดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นในการป้องกันตัวจากการถูกจู่โจมด้วยมีดก็จำเป็นจะต้องรู้ว่ามีดนั้นสามารถเข้ามาทำร้ายเราในทิศทางใดได้บ้าง เรียนรู้วิธีป้องกันตัวจากการถูกโจมตีด้วยมีดจากทิศทางต่างๆ
ผู้ที่จะใช้มีดได้ดีจำเป็นต้องฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญ เรียนรู้ข้อดีและข้อจำกัดของอาวุธที่เราใช้เพื่อที่จะสามารถดึงศักยภาพของอาวุธนั้นๆออกมาได้สูงสุด
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
Friday, April 23, 2010
Saturday, April 17, 2010
มี...สติ...ก็มีโอกาส
มี...สติ...ก็มีโอกาส
สายลับชื่อดังนาม เจมส์ บอนด์ เดินย่องไปตามทางแคบๆในอาคารหลังหนึ่ง เขาเลี้ยวผ่านมุมทางเดินเผยให้เห็นประตูบานหนึ่ง หลังประตูนั้นเป็นห้องเก็บอาวุธเคมีของคนร้าย หน้าประตูมีชายคนหนึ่งร่างกายสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเด่นชัดจนเสื้อยืดรัดตึง ใบหน้าเคร่งขรึมท่าทางน่าเกรงขามยืนเฝ้าอย่างตั้งใจ
บอนด์ค่อยๆย่องออกจากมุมทางเดินตรงไปยังชายคนนั้นอย่างช้าๆ มันเหลือบเห็นความเคลื่อนไหวของเขา ในฉับพลันเท้าขวาของบอนด์กระแทกเข้าระหว่างขาของชายคนร่างใหญ่อย่างแรง แต่มันกลับสะดุ้งเพียงเล็กน้อย แล้วยิ้มมุมปาก แต่บอนด์กลับรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าแข้งอย่างมากราวกับเตะถูกเหล็กกล้า บอนด์เหวี่ยงหมัดขวาเข้าหน้ามันสุดแรง แต่กลับไร้ผล บอนด์สะบัดมือเร็วๆด้วยความเจ็บปวดราวกับชกถูกก้อนหิน ชายคนนั้นก้าวประชิดรวบเอวบอนด์ไว้แน่น เสียงดังของกระดูกที่ถูกบีบรัดดังก้องในหูของบอนด์ เขาปวดจนแทบทนไม่ไหว ทันใดนั้นเขาก็ดึงปากกาออกจากกระเป๋าเสื้อนอก มันคือเครื่องยิงระเบิดแรงสูงแบบย่อส่วน ….. Cut
คุณคงเดาตอนจบได้..... เรามาสนใจกับโจทย์ที่ผมตั้งไว้เป็นหัวเรื่องดีกว่า สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเคยฝึก Martial Art หรือไม่ อดกังวลไม่ได้เมื่อคิดว่าต้องปะทะกับคนร้ายหรือคู่ต่อสู้ซึ่งมีร่างกายใหญ่โต มีน้ำหนักมากกว่าเรา สูงกว่าเรา แข็งแรงกว่าเรา เป็นโจทย์ที่ดูเหมือนจะมีคำตอบเดียวคือ “เราแย่แน่” จริงอยู่พระเอกในหนัง มักต้องเข้าปะทะกับคนร้ายที่มีความได้เปรียบเขามากด้วยการต่อสู้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเพราะผู้กำกับต้องการอวดอุปกรณ์ล้ำยุคซึ่งซุกซ่อนอยู่ในตัวพระเอกมากกว่า แต่เหยื่ออาชญกรรมในชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นก็ได้
มนุษย์เป็นสัตว์ผิวหนังบาง เรามีจุดอ่อนหลายแห่งที่ไม่อาจฝึกให้แข็งแรงขึ้น อย่างน้อยก็ 4 แห่งดังที่คุณ Batman ได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ คือ หู ตา คอ อัณฑะ แต่ก็มีจุดอ่อนอีกหลายแห่งซึ่งแม้จะไม่เป็นจุดเด่นมากแต่ก็ยากแก่การป้องกัน เราสามารถหาจังหวะจู่โจมเล่นงานอย่างได้ผล ยกตัวอย่างเช่น
- จมูก โครงสร้างของจมูกค่อนข้างอ่อน ถูกกระแทกแรงๆ กระดูกอาจหัก เนื้อเยื่อฉีกขาด เลือดไหล ทำให้หายใจลำบากอ่อนแรงลง
- ลิ้นปี่ อยู่ปลายกระดูกหน้าอกส่วนล่าง เป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อน้อยและใกล้กระบังลม หากถูกกระแทกอย่างแรงด้วยหมัด ศอกหรือเข่า ทำให้จุกเสียดหมดแรงได้
- หน้าอกด้านซ้ายบริเวณหัวใจ ถูกกระแทกอย่างแรง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บปวดจนถึงหมดสติได้
- บริเวณชายโครงล่างสองซี่สุดท้ายทั้งสองข้าง ซึ่งยื่นออกมาลอยๆไม่เกาะเกี่ยวกับอะไรเลย จึงเป็นจุดอ่อนที่อาจแตกหักได้ง่าย สร้างความเจ็บปวดได้มาก
- บริเวณกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมักมีน้ำอยู่ข้างใน หากถูกอัดด้วยเข่าหรือถูกถีบอย่างแรง จะจุกเสียดมาก
- บริเวณเข่าและศอกทั้งสองข้าง ทั้ง 4 จุดนี้เป็นอาวุธสำคัญในวิชามวยไทย แต่ข้อต่อเหล่านี้หากเหยียดออกมากเกินขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้
- หน้าแข้งของทั้งสองขา ส่วนนี้ไม่มีกล้ามเนื้อห่อหุ้ม หากถูกของแข็งกระแทกจะเจ็บปวดมาก
- นิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ถ้าเราใช้นิ้วมือของเราคว้านิ้วใดนิ้วหนึ่งของคนร้ายแล้วบิดหรือง้างออกสามารถสร้างความเจ็บปวดได้มาก เพียงนิ้วเดียวของคนร้ายไม่อาจสู้แรงนิ้วทั้งห้าของเราได้
ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ส่งเสริมให้คุณเข้าปะทะต่อสู้กับคนร้ายไม่ว่าคนไหนทั้งนั้น การหลีกเลี่ยงและหลบหนีจากอันตรายยังคงเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งเสมอ แต่ในกรณีที่คุณไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับคนร้าย ผมก็มีคำแนะนำ
“ให้ใช้กำลังที่ด้อยกว่าเล่นงานจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ที่ตัวโตกว่า เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคาม เปิดโอกาสให้เราเอาตัวรอดจากภาวะคับขัน ทั้งนี้เราจะต้องมีสติอยู่กับตัวยามเผชิญเหตุ ไม่เกรี้ยวกราดดุร้ายด้วยความโกรธหรือลนลานตะลึงงันด้วยความหวาดกลัว อารมณ์สุดขั้วทั้งสองนี้มีแต่จะผลักดันเราเข้าหาอันตรายไม่สิ้นสุด”
เรียบเรียงโดย Snap shot
สายลับชื่อดังนาม เจมส์ บอนด์ เดินย่องไปตามทางแคบๆในอาคารหลังหนึ่ง เขาเลี้ยวผ่านมุมทางเดินเผยให้เห็นประตูบานหนึ่ง หลังประตูนั้นเป็นห้องเก็บอาวุธเคมีของคนร้าย หน้าประตูมีชายคนหนึ่งร่างกายสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเด่นชัดจนเสื้อยืดรัดตึง ใบหน้าเคร่งขรึมท่าทางน่าเกรงขามยืนเฝ้าอย่างตั้งใจ
บอนด์ค่อยๆย่องออกจากมุมทางเดินตรงไปยังชายคนนั้นอย่างช้าๆ มันเหลือบเห็นความเคลื่อนไหวของเขา ในฉับพลันเท้าขวาของบอนด์กระแทกเข้าระหว่างขาของชายคนร่างใหญ่อย่างแรง แต่มันกลับสะดุ้งเพียงเล็กน้อย แล้วยิ้มมุมปาก แต่บอนด์กลับรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าแข้งอย่างมากราวกับเตะถูกเหล็กกล้า บอนด์เหวี่ยงหมัดขวาเข้าหน้ามันสุดแรง แต่กลับไร้ผล บอนด์สะบัดมือเร็วๆด้วยความเจ็บปวดราวกับชกถูกก้อนหิน ชายคนนั้นก้าวประชิดรวบเอวบอนด์ไว้แน่น เสียงดังของกระดูกที่ถูกบีบรัดดังก้องในหูของบอนด์ เขาปวดจนแทบทนไม่ไหว ทันใดนั้นเขาก็ดึงปากกาออกจากกระเป๋าเสื้อนอก มันคือเครื่องยิงระเบิดแรงสูงแบบย่อส่วน ….. Cut
คุณคงเดาตอนจบได้..... เรามาสนใจกับโจทย์ที่ผมตั้งไว้เป็นหัวเรื่องดีกว่า สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเคยฝึก Martial Art หรือไม่ อดกังวลไม่ได้เมื่อคิดว่าต้องปะทะกับคนร้ายหรือคู่ต่อสู้ซึ่งมีร่างกายใหญ่โต มีน้ำหนักมากกว่าเรา สูงกว่าเรา แข็งแรงกว่าเรา เป็นโจทย์ที่ดูเหมือนจะมีคำตอบเดียวคือ “เราแย่แน่” จริงอยู่พระเอกในหนัง มักต้องเข้าปะทะกับคนร้ายที่มีความได้เปรียบเขามากด้วยการต่อสู้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเพราะผู้กำกับต้องการอวดอุปกรณ์ล้ำยุคซึ่งซุกซ่อนอยู่ในตัวพระเอกมากกว่า แต่เหยื่ออาชญกรรมในชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นก็ได้
มนุษย์เป็นสัตว์ผิวหนังบาง เรามีจุดอ่อนหลายแห่งที่ไม่อาจฝึกให้แข็งแรงขึ้น อย่างน้อยก็ 4 แห่งดังที่คุณ Batman ได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ คือ หู ตา คอ อัณฑะ แต่ก็มีจุดอ่อนอีกหลายแห่งซึ่งแม้จะไม่เป็นจุดเด่นมากแต่ก็ยากแก่การป้องกัน เราสามารถหาจังหวะจู่โจมเล่นงานอย่างได้ผล ยกตัวอย่างเช่น
- จมูก โครงสร้างของจมูกค่อนข้างอ่อน ถูกกระแทกแรงๆ กระดูกอาจหัก เนื้อเยื่อฉีกขาด เลือดไหล ทำให้หายใจลำบากอ่อนแรงลง
- ลิ้นปี่ อยู่ปลายกระดูกหน้าอกส่วนล่าง เป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อน้อยและใกล้กระบังลม หากถูกกระแทกอย่างแรงด้วยหมัด ศอกหรือเข่า ทำให้จุกเสียดหมดแรงได้
- หน้าอกด้านซ้ายบริเวณหัวใจ ถูกกระแทกอย่างแรง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บปวดจนถึงหมดสติได้
- บริเวณชายโครงล่างสองซี่สุดท้ายทั้งสองข้าง ซึ่งยื่นออกมาลอยๆไม่เกาะเกี่ยวกับอะไรเลย จึงเป็นจุดอ่อนที่อาจแตกหักได้ง่าย สร้างความเจ็บปวดได้มาก
- บริเวณกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมักมีน้ำอยู่ข้างใน หากถูกอัดด้วยเข่าหรือถูกถีบอย่างแรง จะจุกเสียดมาก
- บริเวณเข่าและศอกทั้งสองข้าง ทั้ง 4 จุดนี้เป็นอาวุธสำคัญในวิชามวยไทย แต่ข้อต่อเหล่านี้หากเหยียดออกมากเกินขีดจำกัดก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงได้
- หน้าแข้งของทั้งสองขา ส่วนนี้ไม่มีกล้ามเนื้อห่อหุ้ม หากถูกของแข็งกระแทกจะเจ็บปวดมาก
- นิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ถ้าเราใช้นิ้วมือของเราคว้านิ้วใดนิ้วหนึ่งของคนร้ายแล้วบิดหรือง้างออกสามารถสร้างความเจ็บปวดได้มาก เพียงนิ้วเดียวของคนร้ายไม่อาจสู้แรงนิ้วทั้งห้าของเราได้
ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้ส่งเสริมให้คุณเข้าปะทะต่อสู้กับคนร้ายไม่ว่าคนไหนทั้งนั้น การหลีกเลี่ยงและหลบหนีจากอันตรายยังคงเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งเสมอ แต่ในกรณีที่คุณไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับคนร้าย ผมก็มีคำแนะนำ
“ให้ใช้กำลังที่ด้อยกว่าเล่นงานจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ที่ตัวโตกว่า เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคาม เปิดโอกาสให้เราเอาตัวรอดจากภาวะคับขัน ทั้งนี้เราจะต้องมีสติอยู่กับตัวยามเผชิญเหตุ ไม่เกรี้ยวกราดดุร้ายด้วยความโกรธหรือลนลานตะลึงงันด้วยความหวาดกลัว อารมณ์สุดขั้วทั้งสองนี้มีแต่จะผลักดันเราเข้าหาอันตรายไม่สิ้นสุด”
เรียบเรียงโดย Snap shot
Thursday, April 8, 2010
Knife Fighting Stances
Knife Fighting Stances
โดยทั่วไปหากมีการต่อสู้ด้วยมือเปล่าคนตัวใหญ่ย่อมได้เปรียบคนตัวเล็กกว่า แต่มีดถือเป็นอาวุธหนึ่งซึ่งทำให้คนตัวเล็กสามารถต่อสู้ป้องกันตัวจากคนตัวใหญ่ได้ จนบางคนเรียกอาวุธมีดว่าเป็น Equalizer (สิ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน) ดังนั้นผู้หญิงตัวเล็กๆหากรู้วิธีใช้มีดต่อสู้ป้องกันตัวจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว
สำหรับทหารแล้วมีดถือเป็นอาวุธด้านสุดท้ายที่จะใช้เพื่อต่อสู้ป้องกันตัว (The last line of defense) ก่อนที่จะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า (Hand to hand combat or Empty hand combat)
ในการใช้มีดเพื่อต่อสู้ป้องกันตัวนั้น นอกจากการจับและถือมีดอย่างถูกวิธีแล้ว ท่ายืนเตรียมพร้อม (Knife Fighting Stance) ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ท่ายืนเตรียมพร้อมที่จะใช้อาวุธมีดนั้นมีหลายรูปแบบแตกต่างกันตามแต่ละระบบของวิชามีดที่กำหนดขึ้น จะขอยกตัวอย่างเพียงบางรูปแบบ
ท่ายืนที่ดีนั้นควรให้ความมั่นคง สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดี ให้การปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายได้
1. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดจะอยู่ชิดลำตัว เพื่อลดโอกาสที่จะถูกฟันมือ ส่วนมืออีกข้างวางอยู่บริเวณหน้าอกข้างซ้ายเพื่อป้องกันหัวใจ เท้าข้างเดียวกับที่ถือมีดเป็นเท้านำ หันตัวเล็กน้อยเพื่อลดเป้าของเราให้บางลงและย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่
2. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดอยู่ชิดลำตัวเช่นกัน แต่มืออีกข้างจะยกขึ้นสูงกว่าแบบแรกมาที่ระดับคาง เพื่อให้ท่อนแขนสามารถปกป้องลำคอได้ด้วย เพราะถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญแห่งหนึ่งจากการถูกโจมตีด้วยมีด เท้าข้างเดียวกับที่ถือมีดเป็นเท้านำและย่อตัวลงค่อนข้างต่ำเพื่อลดหน้าตัดของตัวเองให้เล็กลง (อวัยวะสำคัญของร่างกายส่วนใหญ่อยู่แนวกลางตัว ถ้าทำให้ส่วนนี้เล็กลงได้ด้วยการย่อตัวต่ำและใช้มือและแขนในการป้องกันจะลดโอกาสที่จะถูกจู่โจมที่อวัยวะสำคัญได้ยากขึ้น)
3. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดอยู่ห่างลำตัวงอข้อศอกประมาณ 90 องศา ถือมีดเฉียงประมาณ 45 องศาเพื่อความเป็นธรรมชาติของข้อมือ มีดอยู่ห่างตัวเล็กน้อย มืออีกข้างเอียงสันมือออกยกขึ้นสูงระดับคอเพื่อป้องกันลำคอ ข้อศอกชิดหน้าอก เท้าข้างเดียวกับที่ถือมีดเป็นเท้านำและหันตัวเล็กน้อยเพื่อลดหน้าตัดของลำตัว ย่อตัวลงเล็กน้อย ส้นเท้าหลังยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ (ผมใช้ท่านี้)
4. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดอยู่ชิดลำตัว มืออีกข้างงอข้อศอกยกขึ้นตั้งฉากกับพื้นยื่นไปข้างหน้า เท้าตรงข้ามกับมือที่ถือมีดเป็นเท้านำ ย่อตัวลงเล็กน้อย
5. ท่าถือมีด Karambit ในรูปแบบหนึ่งของ Silat โดยมีดจะอยู่แนวกลางตัวระดับหน้าอก ปลายมีดชี้ไปข้างหน้า มืออีกข้างอยู่ข้างหลังมีด เท้าตรงข้ามกับที่ถือมีดเป็นเท้านำ ย่อตัวลงเล็กน้อย ตำแหน่งของการถือมีดยังมีอีกหลายรูปแบบ นอกจากท่ายืนถือมีด Karambit ซึ่งมีหลายลักษณะแล้วยังมีท่าถือมีดในท่านั่งอีกหลายแบบด้วย หากใช้มีดซึ่งมีสองคมจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6. ท่าถือมีดรูปแบบหนึ่งของมีดไทยในลักษณะของ Reverse grip ซึ่งวิชามีดไทยนั้นมีหลายรูปแบบหลายสำนัก มีทั้งการถือมีดแบบ Forward และ Reverse grip โดยเฉพาะวิชามีดของค่ายศรีไตรรัตน์นั้น มีจุดเด่นที่ความยืดหยุ่นของวิชา มีการทรงตัวที่ดี บุกจู่โจมได้รุนแรง วิชามีดไทยนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างชาติแม้แต่น้อย ควรให้การสนับสนุนและสืบทอดต่อไป (มีดไทยมีการถ่ายทอดกันน้อยลงเรื่อยๆเนื่องจากอาจารย์บางท่านไม่ส่งเสริม ประชาชนไม่นิยมและรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของศิลปะการต่อสู้แบบไทยโบราณ นับวันองค์ความรู้เหล่านี้จะค่อยๆจางหายไปจากสังคมไทย ในขณะที่ศิลปะการต่อสู้ของต่างชาติรวมทั้งวิชามีดกลับได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องและแพร่กระจายไปทั่วโลกจนมาถึงประเทศไทย อีกไม่นานวิชามีดไทยของเราอาจไม่มีหลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป)
นอกจากนั้นยังมีการถือมีดทั้งสองมือ ซึ่งอาจถือมีดแบบ Forward grip ทั้งสองข้าง หรือถือมีดแบบForward grip ข้างหนึ่งกับ Reverse grip อีกข้างหนึ่ง หรือ Reverse grip ทั้งสองข้างก็ได้ ขึ้นกับวิชาที่เรียน การฝึกฝน ความถนัดของผู้ใช้มีด ส่วนเท้านำกับเท้าตามนั้นบางระบบเท้านำจะเป็นข้างเดียวกับมือที่ถือมีด บางระบบเป็นคนละข้างกัน บางระบบเท้าทั้งสองข้างอยู่ระดับเดียวกัน บางระบบไม่มีรูปแบบแน่นอนขึ้นกับความถนัดของผู้ฝึกเป็นสำคัญ ส่วนมือข้างที่ไม่ได้ถือมีดมักใช้ในการปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายและใช้ร่วมกับการปัดป้องการจู่โจมจากคู่ต่อสู้ทั้งขณะตั้งรับและบุก
การต่อสู้ด้วยมีดนั้นมีอยู่ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกา ซึ่งบางประเทศถือว่าการต่อสู้ด้วยมีดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำชาติทีเดียว โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศแถบตะวันออกกลางมีลักษณะที่โดดเด่น
รูปแบบการต่อสู้ด้วยมีดสมัยใหม่ก็นำหลักการและวิธีการบางส่วนของวิชามีดเหล่านี้มาปรับใช้ให้มีความเรียบง่าย เรียนรู้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รูปแบบการต่อสู้ด้วยมีดที่นิยมในปัจจุบัน เช่น Kali, Silat, AMOK!, KAPAP, Haganah system, ระบบมีดต่อสู้ซึ่งสอนที่ศูนย์ฝึก Gunsite, มีดไทยสำนักต่างๆ เช่น ค่ายศรีไตรรัตน์ เป็นต้น
ไม่ว่าจะใช้วิชามีดระบบใดก็ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ คงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าวิชาใดดีที่สุดเพราะขึ้นกับผู้ฝึกฝนเป็นสำคัญ ทุกวิชาล้วนมีประวัติอันยาวนานผ่านการพิสูจน์ในสมรถูมิมาอย่างโชกโชน ขอเพียงเรียนรู้และฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญ มีความมั่นใจในการใช้อาวุธมีดเพื่อป้องกันตัวเองก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
ขอขอบคุณศูนย์ฝึกอบรม สวนหลวงไฟท์คลับ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับมีดไทย
โดยทั่วไปหากมีการต่อสู้ด้วยมือเปล่าคนตัวใหญ่ย่อมได้เปรียบคนตัวเล็กกว่า แต่มีดถือเป็นอาวุธหนึ่งซึ่งทำให้คนตัวเล็กสามารถต่อสู้ป้องกันตัวจากคนตัวใหญ่ได้ จนบางคนเรียกอาวุธมีดว่าเป็น Equalizer (สิ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน) ดังนั้นผู้หญิงตัวเล็กๆหากรู้วิธีใช้มีดต่อสู้ป้องกันตัวจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว
สำหรับทหารแล้วมีดถือเป็นอาวุธด้านสุดท้ายที่จะใช้เพื่อต่อสู้ป้องกันตัว (The last line of defense) ก่อนที่จะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า (Hand to hand combat or Empty hand combat)
ในการใช้มีดเพื่อต่อสู้ป้องกันตัวนั้น นอกจากการจับและถือมีดอย่างถูกวิธีแล้ว ท่ายืนเตรียมพร้อม (Knife Fighting Stance) ก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ท่ายืนเตรียมพร้อมที่จะใช้อาวุธมีดนั้นมีหลายรูปแบบแตกต่างกันตามแต่ละระบบของวิชามีดที่กำหนดขึ้น จะขอยกตัวอย่างเพียงบางรูปแบบ
ท่ายืนที่ดีนั้นควรให้ความมั่นคง สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ดี ให้การปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายได้
1. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดจะอยู่ชิดลำตัว เพื่อลดโอกาสที่จะถูกฟันมือ ส่วนมืออีกข้างวางอยู่บริเวณหน้าอกข้างซ้ายเพื่อป้องกันหัวใจ เท้าข้างเดียวกับที่ถือมีดเป็นเท้านำ หันตัวเล็กน้อยเพื่อลดเป้าของเราให้บางลงและย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่
2. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดอยู่ชิดลำตัวเช่นกัน แต่มืออีกข้างจะยกขึ้นสูงกว่าแบบแรกมาที่ระดับคาง เพื่อให้ท่อนแขนสามารถปกป้องลำคอได้ด้วย เพราะถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญแห่งหนึ่งจากการถูกโจมตีด้วยมีด เท้าข้างเดียวกับที่ถือมีดเป็นเท้านำและย่อตัวลงค่อนข้างต่ำเพื่อลดหน้าตัดของตัวเองให้เล็กลง (อวัยวะสำคัญของร่างกายส่วนใหญ่อยู่แนวกลางตัว ถ้าทำให้ส่วนนี้เล็กลงได้ด้วยการย่อตัวต่ำและใช้มือและแขนในการป้องกันจะลดโอกาสที่จะถูกจู่โจมที่อวัยวะสำคัญได้ยากขึ้น)
3. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดอยู่ห่างลำตัวงอข้อศอกประมาณ 90 องศา ถือมีดเฉียงประมาณ 45 องศาเพื่อความเป็นธรรมชาติของข้อมือ มีดอยู่ห่างตัวเล็กน้อย มืออีกข้างเอียงสันมือออกยกขึ้นสูงระดับคอเพื่อป้องกันลำคอ ข้อศอกชิดหน้าอก เท้าข้างเดียวกับที่ถือมีดเป็นเท้านำและหันตัวเล็กน้อยเพื่อลดหน้าตัดของลำตัว ย่อตัวลงเล็กน้อย ส้นเท้าหลังยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ (ผมใช้ท่านี้)
4. ท่ายืนซึ่งมือข้างถือมีดอยู่ชิดลำตัว มืออีกข้างงอข้อศอกยกขึ้นตั้งฉากกับพื้นยื่นไปข้างหน้า เท้าตรงข้ามกับมือที่ถือมีดเป็นเท้านำ ย่อตัวลงเล็กน้อย
5. ท่าถือมีด Karambit ในรูปแบบหนึ่งของ Silat โดยมีดจะอยู่แนวกลางตัวระดับหน้าอก ปลายมีดชี้ไปข้างหน้า มืออีกข้างอยู่ข้างหลังมีด เท้าตรงข้ามกับที่ถือมีดเป็นเท้านำ ย่อตัวลงเล็กน้อย ตำแหน่งของการถือมีดยังมีอีกหลายรูปแบบ นอกจากท่ายืนถือมีด Karambit ซึ่งมีหลายลักษณะแล้วยังมีท่าถือมีดในท่านั่งอีกหลายแบบด้วย หากใช้มีดซึ่งมีสองคมจะทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
6. ท่าถือมีดรูปแบบหนึ่งของมีดไทยในลักษณะของ Reverse grip ซึ่งวิชามีดไทยนั้นมีหลายรูปแบบหลายสำนัก มีทั้งการถือมีดแบบ Forward และ Reverse grip โดยเฉพาะวิชามีดของค่ายศรีไตรรัตน์นั้น มีจุดเด่นที่ความยืดหยุ่นของวิชา มีการทรงตัวที่ดี บุกจู่โจมได้รุนแรง วิชามีดไทยนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าต่างชาติแม้แต่น้อย ควรให้การสนับสนุนและสืบทอดต่อไป (มีดไทยมีการถ่ายทอดกันน้อยลงเรื่อยๆเนื่องจากอาจารย์บางท่านไม่ส่งเสริม ประชาชนไม่นิยมและรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของศิลปะการต่อสู้แบบไทยโบราณ นับวันองค์ความรู้เหล่านี้จะค่อยๆจางหายไปจากสังคมไทย ในขณะที่ศิลปะการต่อสู้ของต่างชาติรวมทั้งวิชามีดกลับได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องและแพร่กระจายไปทั่วโลกจนมาถึงประเทศไทย อีกไม่นานวิชามีดไทยของเราอาจไม่มีหลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป)
นอกจากนั้นยังมีการถือมีดทั้งสองมือ ซึ่งอาจถือมีดแบบ Forward grip ทั้งสองข้าง หรือถือมีดแบบForward grip ข้างหนึ่งกับ Reverse grip อีกข้างหนึ่ง หรือ Reverse grip ทั้งสองข้างก็ได้ ขึ้นกับวิชาที่เรียน การฝึกฝน ความถนัดของผู้ใช้มีด ส่วนเท้านำกับเท้าตามนั้นบางระบบเท้านำจะเป็นข้างเดียวกับมือที่ถือมีด บางระบบเป็นคนละข้างกัน บางระบบเท้าทั้งสองข้างอยู่ระดับเดียวกัน บางระบบไม่มีรูปแบบแน่นอนขึ้นกับความถนัดของผู้ฝึกเป็นสำคัญ ส่วนมือข้างที่ไม่ได้ถือมีดมักใช้ในการปกป้องส่วนสำคัญของร่างกายและใช้ร่วมกับการปัดป้องการจู่โจมจากคู่ต่อสู้ทั้งขณะตั้งรับและบุก
การต่อสู้ด้วยมีดนั้นมีอยู่ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก ทั้งในเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกา ซึ่งบางประเทศถือว่าการต่อสู้ด้วยมีดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำชาติทีเดียว โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศแถบตะวันออกกลางมีลักษณะที่โดดเด่น
รูปแบบการต่อสู้ด้วยมีดสมัยใหม่ก็นำหลักการและวิธีการบางส่วนของวิชามีดเหล่านี้มาปรับใช้ให้มีความเรียบง่าย เรียนรู้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รูปแบบการต่อสู้ด้วยมีดที่นิยมในปัจจุบัน เช่น Kali, Silat, AMOK!, KAPAP, Haganah system, ระบบมีดต่อสู้ซึ่งสอนที่ศูนย์ฝึก Gunsite, มีดไทยสำนักต่างๆ เช่น ค่ายศรีไตรรัตน์ เป็นต้น
ไม่ว่าจะใช้วิชามีดระบบใดก็ต้องการการฝึกฝนเพื่อให้เกิดความชำนาญ คงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าวิชาใดดีที่สุดเพราะขึ้นกับผู้ฝึกฝนเป็นสำคัญ ทุกวิชาล้วนมีประวัติอันยาวนานผ่านการพิสูจน์ในสมรถูมิมาอย่างโชกโชน ขอเพียงเรียนรู้และฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญ มีความมั่นใจในการใช้อาวุธมีดเพื่อป้องกันตัวเองก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
ขอขอบคุณศูนย์ฝึกอบรม สวนหลวงไฟท์คลับ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับมีดไทย
Thursday, April 1, 2010
ทักษะสำคัญกว่าความรู้
ทักษะสำคัญกว่าความรู้
“ผม (ดิฉัน) อยากเรียนศิลปะป้องกันตัว จะเรียนอะไรดี แล้วจะหาครูเก่งๆได้ที่ไหน ผม (ดิฉัน) อยากเรียนกับครูซึ่งเก่งที่สุด”
ผมได้รับคำถามเช่นนี้บ่อยมาก ซึ่งทุกครั้งผมก็จะตอบเหมือนกับที่เคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ คือ “ระบบไหนถูกใจคุณก็เรียนไปเถอะ เลือกเรียนได้แล้ว หาที่เรียนใกล้บ้าน ถ้าคุณไม่เริ่มต้นเสียที ก็อาจต้องรอจนตลอดชีวิต”
เคยเขียนไว้ว่า ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครสอน Self defense โดยตรง ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องเลือกเรียน Martial Art ให้ดูว่าระบบใดถูกใจเราแล้วก็มองหาที่ใกล้บ้านเพื่อความสะดวก เรียนกับครูสอนคนใดก็ได้ที่เราเห็นว่าเขามีความเป็นครูมากพอที่จะจัดอยู่ในสองประเภทนี้ คือ ครูที่ดีหรือครูที่ฉลาด
ครูที่ดี คือ ครูที่ยินดีสอนทุกอย่างที่ตัวเองรู้
ครูที่ฉลาด คือ ครูที่ยินดีสอนทุกสิ่งที่ลูกศิษย์ควรรู้
ครั้งนี้ผมจะขอเพิ่มเติมว่า อย่าตัดสินครูของคุณจากสีของสายคาดเอว ถ้วยรางวัลหรือเหรียญที่ตั้งโชว์ในตู้ หรือคำคุยโม้โอ้อวดที่เขาพูดให้คุณฟัง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้คุณเรียนรู้ได้ดี หากครูของคุณไม่มีหัวใจซึ่งพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ให้อย่างแท้จริง คุณควรพูดคุยกับเขา บอกเขาตรงๆว่าคุณต้องการเรียน Martial Art ไปทำไม ถามเขาทุกเรื่องที่คุณสงสัย เมื่อเลือกครูได้แล้วก็ควรไว้วางใจที่จะเรียนรู้จากเขาต่อไป ต้องระลึกไว้ว่า สายดำ ถ้วยหรือเหรียญรางวัลใดๆของครูไม่มีส่วนช่วยคุณให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าคุณใช้วิธีเรียนแบบมาตรงเวลา กลับตรงเวลา ทำทุกอย่างที่ครูบอก เลียนแบบท่าทางที่ครูทำ โดยไม่พยายามทำความเข้าใจหรือกลั่นกรองเสียก่อน เพราะคุณมาเรียน Martial Art ด้วยเหตุผลเพื่อการใช้ป้องกันตัว และเนื่องจากคุณมีเวลาน้อย (อายุเลยวัยเรียนมาแล้ว และมีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบอยู่) ดังนั้นคุณต้องมีวิธีพิเศษในการเรียนรู้ คือ
1. ดูและฟังอย่างถี่ถ้วน นักเรียน Martial Art ส่วนใหญ่จะให้สนใจเฉพาะเวลามาเรียนเท่านั้น แต่ถ้าอยากเรียนรู้เร็วก็ต้องให้เวลากับมันมากกว่านี้ มีสื่อการเรียนการสอนมากมายในยุคสมัยนี้ทั้งหนังสือ ซีดีสาธิตก็มีขายหลายสำนัก ถ้าหามาดูมาศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลาเรียนได้ก็จะทำให้เราเข้าใจและก้าวหน้าได้เร็วขึ้น การดูก็ต้องดูให้ชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันทั้งมือและเท้า การฟังครูอธิบายหรือในซีดีอธิบายเทคนิคและขั้นตอนก็ฟังให้ชัดเจน สามารถย้อนกลับมาฟังหรือดูใหม่ได้เรื่อยๆ ถามครูผู้สอนให้เข้าใจอย่างท่องแท้ ก็จะเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
2. วิเคราะห์สิ่งที่ครูสอนอย่างละเอียด Martial Art ทุกระบบได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น นับย้อนเวลาได้เป็นร้อยเป็นพันปี ย่อมแตกกิ่งก้านสาขาจนมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย บางส่วนก็ไม่เหมาะกับยุคสมัย บางส่วนก็เป็นท่าแสดงที่มีลูกเล่นแพรวพราว อาจใช้เทคนิคชั้นสูงที่ละเอียดอ่อนมากๆหรือใช้สมรรถภาพของร่างกายกล้ามเนื้ออย่างชนิดที่ต้องใช้เวลาฝึกกันห้าปีสิบปีเป็นอย่างน้อย จึงเป็นหน้าที่ของผู้รับการฝึกเองที่จะกลั่นกรองสิ่งที่ครูสอน สิ่งที่อ่านพบในหนังสือหรือสิ่งที่เห็นในซีดี ถ้าส่วนไหนที่ไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ของ Self defense ก็ไม่ต้องให้ความสำคัญมากนัก หลักเกณฑ์นั้นคือ
2.1 ไม่เน้นการรุกเข้าปะทะ แต่มุ่งปัดป้องกันตัวให้ปลอดภัยเป็นหลัก
2.2 มีการเคลื่อนไหวเรียบง่ายไม่ฝืนธรรมชาติของเรา
“ผม (ดิฉัน) อยากเรียนศิลปะป้องกันตัว จะเรียนอะไรดี แล้วจะหาครูเก่งๆได้ที่ไหน ผม (ดิฉัน) อยากเรียนกับครูซึ่งเก่งที่สุด”
ผมได้รับคำถามเช่นนี้บ่อยมาก ซึ่งทุกครั้งผมก็จะตอบเหมือนกับที่เคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ คือ “ระบบไหนถูกใจคุณก็เรียนไปเถอะ เลือกเรียนได้แล้ว หาที่เรียนใกล้บ้าน ถ้าคุณไม่เริ่มต้นเสียที ก็อาจต้องรอจนตลอดชีวิต”
เคยเขียนไว้ว่า ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครสอน Self defense โดยตรง ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องเลือกเรียน Martial Art ให้ดูว่าระบบใดถูกใจเราแล้วก็มองหาที่ใกล้บ้านเพื่อความสะดวก เรียนกับครูสอนคนใดก็ได้ที่เราเห็นว่าเขามีความเป็นครูมากพอที่จะจัดอยู่ในสองประเภทนี้ คือ ครูที่ดีหรือครูที่ฉลาด
ครูที่ดี คือ ครูที่ยินดีสอนทุกอย่างที่ตัวเองรู้
ครูที่ฉลาด คือ ครูที่ยินดีสอนทุกสิ่งที่ลูกศิษย์ควรรู้
ครั้งนี้ผมจะขอเพิ่มเติมว่า อย่าตัดสินครูของคุณจากสีของสายคาดเอว ถ้วยรางวัลหรือเหรียญที่ตั้งโชว์ในตู้ หรือคำคุยโม้โอ้อวดที่เขาพูดให้คุณฟัง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้คุณเรียนรู้ได้ดี หากครูของคุณไม่มีหัวใจซึ่งพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ให้อย่างแท้จริง คุณควรพูดคุยกับเขา บอกเขาตรงๆว่าคุณต้องการเรียน Martial Art ไปทำไม ถามเขาทุกเรื่องที่คุณสงสัย เมื่อเลือกครูได้แล้วก็ควรไว้วางใจที่จะเรียนรู้จากเขาต่อไป ต้องระลึกไว้ว่า สายดำ ถ้วยหรือเหรียญรางวัลใดๆของครูไม่มีส่วนช่วยคุณให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าคุณใช้วิธีเรียนแบบมาตรงเวลา กลับตรงเวลา ทำทุกอย่างที่ครูบอก เลียนแบบท่าทางที่ครูทำ โดยไม่พยายามทำความเข้าใจหรือกลั่นกรองเสียก่อน เพราะคุณมาเรียน Martial Art ด้วยเหตุผลเพื่อการใช้ป้องกันตัว และเนื่องจากคุณมีเวลาน้อย (อายุเลยวัยเรียนมาแล้ว และมีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบอยู่) ดังนั้นคุณต้องมีวิธีพิเศษในการเรียนรู้ คือ
1. ดูและฟังอย่างถี่ถ้วน นักเรียน Martial Art ส่วนใหญ่จะให้สนใจเฉพาะเวลามาเรียนเท่านั้น แต่ถ้าอยากเรียนรู้เร็วก็ต้องให้เวลากับมันมากกว่านี้ มีสื่อการเรียนการสอนมากมายในยุคสมัยนี้ทั้งหนังสือ ซีดีสาธิตก็มีขายหลายสำนัก ถ้าหามาดูมาศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลาเรียนได้ก็จะทำให้เราเข้าใจและก้าวหน้าได้เร็วขึ้น การดูก็ต้องดูให้ชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กันทั้งมือและเท้า การฟังครูอธิบายหรือในซีดีอธิบายเทคนิคและขั้นตอนก็ฟังให้ชัดเจน สามารถย้อนกลับมาฟังหรือดูใหม่ได้เรื่อยๆ ถามครูผู้สอนให้เข้าใจอย่างท่องแท้ ก็จะเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
2. วิเคราะห์สิ่งที่ครูสอนอย่างละเอียด Martial Art ทุกระบบได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น นับย้อนเวลาได้เป็นร้อยเป็นพันปี ย่อมแตกกิ่งก้านสาขาจนมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย บางส่วนก็ไม่เหมาะกับยุคสมัย บางส่วนก็เป็นท่าแสดงที่มีลูกเล่นแพรวพราว อาจใช้เทคนิคชั้นสูงที่ละเอียดอ่อนมากๆหรือใช้สมรรถภาพของร่างกายกล้ามเนื้ออย่างชนิดที่ต้องใช้เวลาฝึกกันห้าปีสิบปีเป็นอย่างน้อย จึงเป็นหน้าที่ของผู้รับการฝึกเองที่จะกลั่นกรองสิ่งที่ครูสอน สิ่งที่อ่านพบในหนังสือหรือสิ่งที่เห็นในซีดี ถ้าส่วนไหนที่ไม่เข้ากับหลักเกณฑ์ของ Self defense ก็ไม่ต้องให้ความสำคัญมากนัก หลักเกณฑ์นั้นคือ
2.1 ไม่เน้นการรุกเข้าปะทะ แต่มุ่งปัดป้องกันตัวให้ปลอดภัยเป็นหลัก
2.2 มีการเคลื่อนไหวเรียบง่ายไม่ฝืนธรรมชาติของเรา
2.3 ทั้งการตั้งรับและตอบโต้เป็นไปอย่างกระชับไม่ยืดเยื้อ
2.4 สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องมีกระบวนท่าเยอะแยะมากมาย ยิ่งน้อยยิ่งดี
3 ฝึกให้ชำนาญจริงๆ ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่อเลือกเทคนิคที่ถูกใจของเราแล้ว ต้องฝึกบ่อยๆ ทำซ้ำๆหลายครั้ง อย่าเบื่อหน่าย อย่ารีรอเพราะคิดว่าอาจมีท่าอื่นหรือเทคนิคอื่นที่ดีกว่าหรือยอดเยี่ยมกว่านี้ ผมขอยืนยันว่าในโลกนี้ไม่มีท่าไม้ตาย วิชาสุดยอด หรือคำภีร์ลับใดๆทั้งสิ้น เทคนิคไหนที่คุณใช้ได้คล่องที่สุดก็คือ ไม้ตายของคุณ เพราะการต่อสู้ป้องกันตัวเป็นเรื่องเฉพาะตัว การไปดูในหนัง ในซีดีสาธิต Martial Art หรือดูจากคนเก่งอื่นๆแล้วพยายามลอกเลียนแบบท่าทางที่ดูเท่ ดูสวยงาม อาจใช้ไม่ได้ผล เพราะท่าเหล่านั้นอาจเป็นท่าสาธิตที่เน้นความคล่องแคล่วสวยงามแต่ไม่คำนึงถึงการใช้งานจริงและอาจไม่เหมาะกับสรีระหรือความถนัดของคุณ อย่าผูกตัวเองไว้กับกฎเกณฑ์ของ Martial Art ที่คุณเรียน เช่น บางระบบเขาไม่ให้เตะ บางระบบไม่ให้ต่อย แต่คนร้ายในชีวิตจริงมันไม่สนใจกติกาเหล่านี้ คุณสร้างระบบ Self defense ของคุณขึ้นมาได้เอง เพื่อปกป้องชีวิตของคุณและคนที่คุณรัก “ฝึก ฝึก ฝึก ฝึกท่าเดียวอย่างหนัก ดีกว่ามี 20 ท่าแต่ใช้ไม่ได้สักท่า”
เรียบเรียงโดย Snap shot
Friday, March 26, 2010
Triumph Triangle
Triumph Triangle
เมื่อมีการการปะทะใช้กำลังกับคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ในการกีฬา ศิลปะการต่อสู้หรือการป้องกันตัว ผู้ที่มีทักษะดีกว่าย่อมมีโอกาสชนะหรือพิชิตคู่ต่อสู้ได้ ปัจจัยอันทำให้คุณมีโอกาสชนะนั้นประกอบด้วย 3 ข้อ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการต่อสู้ป้องกันตัว การรักษาสมดุลย์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้ในแต่ละสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ เราเรียกความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ปัจจัยนี้ว่า สามเหลี่ยมแห่งชัยชนะ (Triumph Triangle)
1. ความเร็ว (Speed) ความเร็วที่เหมาะสมในการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไปเมื่อเราโจมตีก็ต้องการความเร็วในการจู่โจมและออกอาวุธ ในการตั้งรับก็ต้องการความเร็วในการป้องกันอาวุธซึ่งคนร้ายพุ่งใส่เรา ความเร็วที่ใช้จึงต้องเหมาะสม ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ในบางสถานการณ์หากเร็วเกินไปการโจมตีนั้นอาจขาดพลังและความแม่นยำ จึงขาดประสิทธิภาพในการหยุดยั้งภัยคุกคามไปด้วย ถ้าหากช้าเกินไปแม้จะมีพลังและความแม่นยำแต่ก็อาจไม่ทันการณ์ถูกคนร้ายโจมตีก่อนหรือหลบหลีกได้ทัน ซึ่งเราอาจพลาดโอกาสที่จะจู่โจมคนร้ายเพื่อสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ป้องกันตัว
2. ความแม่นยำ (Accuracy) ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำในการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวร่างกายถือว่าสำคัญทั้งสิ้น หากเราสามารถออกอาวุธไปยังเป้าหมายได้อย่างถูกต้องแน่นอนซึ่งมักเป็นตำแหน่งที่สำคัญก็อาจหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ย่อมสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน แม้แต่การตั้งรับเราก็ต้องการความแม่นยำในการหลบหลีกหรือปัดป้องการโจมตีของคนร้ายอย่างถูกที่ถูกตำแหน่ง
3. พละกำลัง (Power) พลังในการโจมตีหรือการตั้งรับนั้นมีความสำคัญไม่น้อย หากเราออกอาวุธออกไปแม้จะรวดเร็วแม่นยำแต่หากขาดพลังที่เพียงพอก็อาจไม่สามารถหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ในการป้องกันตัวนั้นคงไม่จำเป็นจะต้องใช้พลังหรือกำลังอย่างมากมายในการเอาตัวรอด แต่การรู้จักใช้พละกำลังอย่างเหมาะสมนั้นสำคัญที่สุด ไม่แรงหรือเบาเกินไป ในบางสถานการณ์อาจต้องใช้กำลังมาก บางช่วงไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากก็สามารถสยบภัยคุมคามได้แล้ว
การสร้างสมดุลย์ระหว่าง ความเร็ว ความแม่นยำ และ พละกำลัง นั้นสำคัญที่สุดในการต่อสู้ป้องกันตัว ไม่ว่าจะใช้มือเปล่าหรือใช้อาวุธ เช่น มีด ไม้ หรือปืน ก็ตาม
ในบางท่าหรือบางสถานการณ์เราอาจต้องใช้ความเร็วเป็นหลัก ไม่ต้องใช้แรงมากก็ได้ ในบางสถานการณ์ต้องใช้แรงมากในการจู่โจมหรือตั้งรับ บางสถานการณ์ความแม่นยำต้องมาอันดับแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาศัยทักษะในการตัดสินใจและการฝึกฝนเป็นสำคัญ
ผู้ที่มีทักษะดีก็คือผู้ซึ่งฝึกฝนบ่อยๆ เพื่อสร้างทั้งสามปัจจัยดังกล่าวนั้นเอง เรียนรู้การใช้ความเร็ว ความแม่นยำและพละกำลังอย่างเหมาะสม
ในการป้องกันตัว (Self-defense) นั้นจะเลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพ ฝึกฝนได้ในเวลาอันสั้น ใช้กำลังไม่มากเพื่อให้สามารถใช้ได้ทุกเพศโดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งมีพละกำลังน้อยกว่าผู้ชาย จึงต้องเรียนรู้วิธีใช้กำลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อโจมตีไปยังจุดอ่อนของร่างกายมากกว่าการใช้กำลังเข้าปะทะตรงๆ
สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน"
เรียบเรียงโดย Batman
เมื่อมีการการปะทะใช้กำลังกับคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ในการกีฬา ศิลปะการต่อสู้หรือการป้องกันตัว ผู้ที่มีทักษะดีกว่าย่อมมีโอกาสชนะหรือพิชิตคู่ต่อสู้ได้ ปัจจัยอันทำให้คุณมีโอกาสชนะนั้นประกอบด้วย 3 ข้อ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการต่อสู้ป้องกันตัว การรักษาสมดุลย์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้ในแต่ละสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ เราเรียกความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ปัจจัยนี้ว่า สามเหลี่ยมแห่งชัยชนะ (Triumph Triangle)
1. ความเร็ว (Speed) ความเร็วที่เหมาะสมในการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไปเมื่อเราโจมตีก็ต้องการความเร็วในการจู่โจมและออกอาวุธ ในการตั้งรับก็ต้องการความเร็วในการป้องกันอาวุธซึ่งคนร้ายพุ่งใส่เรา ความเร็วที่ใช้จึงต้องเหมาะสม ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ในบางสถานการณ์หากเร็วเกินไปการโจมตีนั้นอาจขาดพลังและความแม่นยำ จึงขาดประสิทธิภาพในการหยุดยั้งภัยคุกคามไปด้วย ถ้าหากช้าเกินไปแม้จะมีพลังและความแม่นยำแต่ก็อาจไม่ทันการณ์ถูกคนร้ายโจมตีก่อนหรือหลบหลีกได้ทัน ซึ่งเราอาจพลาดโอกาสที่จะจู่โจมคนร้ายเพื่อสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ป้องกันตัว
2. ความแม่นยำ (Accuracy) ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำในการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวร่างกายถือว่าสำคัญทั้งสิ้น หากเราสามารถออกอาวุธไปยังเป้าหมายได้อย่างถูกต้องแน่นอนซึ่งมักเป็นตำแหน่งที่สำคัญก็อาจหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ย่อมสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน แม้แต่การตั้งรับเราก็ต้องการความแม่นยำในการหลบหลีกหรือปัดป้องการโจมตีของคนร้ายอย่างถูกที่ถูกตำแหน่ง
3. พละกำลัง (Power) พลังในการโจมตีหรือการตั้งรับนั้นมีความสำคัญไม่น้อย หากเราออกอาวุธออกไปแม้จะรวดเร็วแม่นยำแต่หากขาดพลังที่เพียงพอก็อาจไม่สามารถหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ในการป้องกันตัวนั้นคงไม่จำเป็นจะต้องใช้พลังหรือกำลังอย่างมากมายในการเอาตัวรอด แต่การรู้จักใช้พละกำลังอย่างเหมาะสมนั้นสำคัญที่สุด ไม่แรงหรือเบาเกินไป ในบางสถานการณ์อาจต้องใช้กำลังมาก บางช่วงไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากก็สามารถสยบภัยคุมคามได้แล้ว
การสร้างสมดุลย์ระหว่าง ความเร็ว ความแม่นยำ และ พละกำลัง นั้นสำคัญที่สุดในการต่อสู้ป้องกันตัว ไม่ว่าจะใช้มือเปล่าหรือใช้อาวุธ เช่น มีด ไม้ หรือปืน ก็ตาม
ในบางท่าหรือบางสถานการณ์เราอาจต้องใช้ความเร็วเป็นหลัก ไม่ต้องใช้แรงมากก็ได้ ในบางสถานการณ์ต้องใช้แรงมากในการจู่โจมหรือตั้งรับ บางสถานการณ์ความแม่นยำต้องมาอันดับแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาศัยทักษะในการตัดสินใจและการฝึกฝนเป็นสำคัญ
ผู้ที่มีทักษะดีก็คือผู้ซึ่งฝึกฝนบ่อยๆ เพื่อสร้างทั้งสามปัจจัยดังกล่าวนั้นเอง เรียนรู้การใช้ความเร็ว ความแม่นยำและพละกำลังอย่างเหมาะสม
ในการป้องกันตัว (Self-defense) นั้นจะเลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพ ฝึกฝนได้ในเวลาอันสั้น ใช้กำลังไม่มากเพื่อให้สามารถใช้ได้ทุกเพศโดยเฉพาะผู้หญิงซึ่งมีพละกำลังน้อยกว่าผู้ชาย จึงต้องเรียนรู้วิธีใช้กำลังอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อโจมตีไปยังจุดอ่อนของร่างกายมากกว่าการใช้กำลังเข้าปะทะตรงๆ
สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน"
เรียบเรียงโดย Batman
Tuesday, March 16, 2010
Negotiation in critical situations
Negotiation in critical situations
การเจรจาต่อรองในสถานการณ์วิกฤติ (Negotiation in critical situations) เช่น การเจรจากับคนร้ายซึ่งมีตัวประกัน คนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ภัยคุกคามซึ่งหน้าอันอาจก่ออันตรายต่อเราหรือบุคคลอื่น หรือในกรณีที่เราตกเป็นตัวประกัน การพูดจากับคนร้ายหรือภัยคุกคามนั้นอาจก่อได้ทั้งคุณและโทษ การเจรจาอย่างเหมาะสมอาจทำให้เรารอดพ้นจากภัยคุกคามได้
โดยทั่วไปเราไม่แนะนำให้ประชาชนธรรมดามาทำหน้าที่เจรจาต่อรองกับคนร้ายและเราไม่ควรเสนอตัวเองเพื่อทำหน้าที่นี้ด้วย เนื่องจากการเจรจาต่อรองนั้นมีความซับซ้อน ความเครียด และต้องใช้ความรู้มาก เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งจะทำหน้าที่เจรจาต่อรองนั้นต้องผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ ได้รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษ รู้ขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างดี และทำงานเป็นทีม (Hostage Negotiation Team, HNT)
แต่ในกรณีจำเป็นเราอาจต้องใช้ทักษะด้านนี้ในการช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือหากต้องเจรจากับคนร้ายก็ขอให้ใช้หลักการที่จะกล่าวถึงต่อไป ดีกว่าไม่รู้หลักอะไรเลยซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
การเจรจาต่อรองในที่นี้จะยึดหลักของการเจรจากับคนร้ายที่มีตัวประกัน แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์อื่นๆได้ด้วย
จุดมุ่งหมายการเจรจาต่อรอง
1. สามารถทำให้เหตุการณ์ยุติลงได้
2. ถ่วงเวลาคนร้าย
3. หาข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนร้ายเพื่อใช้ในการวางแผน
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเจรจาต่อรอง
1. ตั้ง “สติ” ให้ดี
2. อย่าพยายามเจรจากับคนร้ายโดยไม่จำเป็น เพราะอาจยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้รับการฝึกฝนมาด้านนี้โดยเฉพาะจะเหมาะสมกว่า
3. ผู้เจรจาต้องพยายามวินิจฉัยเบื้องต้นถึงลักษณะของคนร้ายที่จับตัวประกัน : มีความบกพร่องทางจิต วิกลจริต หรือมีวัตถุประสงค์ใด
4. อย่าโต้เถียง โต้แย้ง พูดขัดคอหรือท้าทาย
5. อย่ายั่วยุให้โกรธ
6. อย่าโกหกหรือใช้อุบายหลอกลวงโดยไม่จำเป็น
7. พูดด้วยเหตุผล
8. อย่าสอบถามว่าคนร้ายต้องการหรือเรียกร้องอะไร แต่ให้พยายามฟังคนร้ายพูด แล้วจับประเด็นว่าคนร้ายต้องการหรือเรียกร้องอะไร
9. ในกรณีที่คนร้ายต้องการเจรจาด้วย ให้พยายามพูดในเชิงให้คนร้ายมีอาการสงบ
10. พูดด้วยความเห็นใจ
11. ให้คนร้ายพูดระบายความรู้สึกให้มาก
12. อย่าให้คนร้ายเสียหน้า
13. รักษาการสบตาไว้เสมอ (เดินเข้าไปหา – ถอยออกมา)
14. อย่าหันหลังให้คนร้ายเป็นอันขาด
15. ถ้าคนร้ายจะหลบอยู่หลังที่กำบัง ท่านควรต้องอยู่หลังที่กำบังเช่นกัน
16. ให้เขาสัญญาว่าจะไม่ยิง
18. อย่าเจรจาต่อรองกับคนร้ายหลายคนพร้อมกัน
19. อย่าเข้าใกล้คนร้ายถ้าเขามีระเบิด
หากโชคร้ายตกเป็นตัวประกัน คุณจะทำอย่างไร
1. ตั้ง “สติ” ให้ดี
2. งานของคุณ คือ การเอาตัวรอด
3. ตอนเริ่มแรกของการถูกจับกุมอย่าพยายามต่อสู้
4. พยายามผ่อนคลาย ยอมรับสถานการณ์
5. ทำตามคำสั่งผู้จับกุม
6. อย่าขอร้อง สารภาพ สบถ หรือร้องไห้ เพราะจะทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น
7. อย่าพยายามหลบหนี เว้นแต่ว่าคุณจะแน่ใจว่าหลบหนีได้สำเร็จ
8. อาจโอนอ่อนผ่อนตาม
9. ควรอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวรับรู้สภาพจิตใจ และความเป็นมาเป็นไปของผู้ก่อเหตุ เพื่อที่อาจจะได้เก็บเป็นข้อมูลไว้ใช้คราวจำเป็น
การเจรจาต่อรองยังมีรายละเอียดอีกมากทั้งวิธีการและแนวทางปฏิบัติ หลักการดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นซึ่งประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ได้
เรียบเรียงโดย Batman
การเจรจาต่อรองในสถานการณ์วิกฤติ (Negotiation in critical situations) เช่น การเจรจากับคนร้ายซึ่งมีตัวประกัน คนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย ภัยคุกคามซึ่งหน้าอันอาจก่ออันตรายต่อเราหรือบุคคลอื่น หรือในกรณีที่เราตกเป็นตัวประกัน การพูดจากับคนร้ายหรือภัยคุกคามนั้นอาจก่อได้ทั้งคุณและโทษ การเจรจาอย่างเหมาะสมอาจทำให้เรารอดพ้นจากภัยคุกคามได้
โดยทั่วไปเราไม่แนะนำให้ประชาชนธรรมดามาทำหน้าที่เจรจาต่อรองกับคนร้ายและเราไม่ควรเสนอตัวเองเพื่อทำหน้าที่นี้ด้วย เนื่องจากการเจรจาต่อรองนั้นมีความซับซ้อน ความเครียด และต้องใช้ความรู้มาก เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งจะทำหน้าที่เจรจาต่อรองนั้นต้องผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ ได้รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษ รู้ขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างดี และทำงานเป็นทีม (Hostage Negotiation Team, HNT)
แต่ในกรณีจำเป็นเราอาจต้องใช้ทักษะด้านนี้ในการช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือหากต้องเจรจากับคนร้ายก็ขอให้ใช้หลักการที่จะกล่าวถึงต่อไป ดีกว่าไม่รู้หลักอะไรเลยซึ่งอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
การเจรจาต่อรองในที่นี้จะยึดหลักของการเจรจากับคนร้ายที่มีตัวประกัน แต่ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์อื่นๆได้ด้วย
จุดมุ่งหมายการเจรจาต่อรอง
1. สามารถทำให้เหตุการณ์ยุติลงได้
2. ถ่วงเวลาคนร้าย
3. หาข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนร้ายเพื่อใช้ในการวางแผน
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเจรจาต่อรอง
1. ตั้ง “สติ” ให้ดี
2. อย่าพยายามเจรจากับคนร้ายโดยไม่จำเป็น เพราะอาจยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้รับการฝึกฝนมาด้านนี้โดยเฉพาะจะเหมาะสมกว่า
3. ผู้เจรจาต้องพยายามวินิจฉัยเบื้องต้นถึงลักษณะของคนร้ายที่จับตัวประกัน : มีความบกพร่องทางจิต วิกลจริต หรือมีวัตถุประสงค์ใด
4. อย่าโต้เถียง โต้แย้ง พูดขัดคอหรือท้าทาย
5. อย่ายั่วยุให้โกรธ
6. อย่าโกหกหรือใช้อุบายหลอกลวงโดยไม่จำเป็น
7. พูดด้วยเหตุผล
8. อย่าสอบถามว่าคนร้ายต้องการหรือเรียกร้องอะไร แต่ให้พยายามฟังคนร้ายพูด แล้วจับประเด็นว่าคนร้ายต้องการหรือเรียกร้องอะไร
9. ในกรณีที่คนร้ายต้องการเจรจาด้วย ให้พยายามพูดในเชิงให้คนร้ายมีอาการสงบ
10. พูดด้วยความเห็นใจ
11. ให้คนร้ายพูดระบายความรู้สึกให้มาก
12. อย่าให้คนร้ายเสียหน้า
13. รักษาการสบตาไว้เสมอ (เดินเข้าไปหา – ถอยออกมา)
14. อย่าหันหลังให้คนร้ายเป็นอันขาด
15. ถ้าคนร้ายจะหลบอยู่หลังที่กำบัง ท่านควรต้องอยู่หลังที่กำบังเช่นกัน
17. ปฏิเสธ อย่ายอมเข้าหาถ้ามีอาวุธจ้องมาที่ตัวท่าน
18. อย่าเจรจาต่อรองกับคนร้ายหลายคนพร้อมกัน
20. การเจรจาต่อรองจากหลังที่กำบัง เป็นวิธีที่ดีกว่ายืนในที่โล่งแจ้ง
21. ห้ามปฏิเสธคำขอหรือข้อเรียกร้องของคนร้ายโดยสิ้นเชิง
22. ห้ามพูดขู่เข็ญ ข่มขู่ คนร้ายไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ
23. อย่ากำหนดเวลาในการให้อย่างหนึ่งอย่างใด
24. อย่าให้คำแนะนำใดๆถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรชี้โพรงให้กระรอก
1. ตั้ง “สติ” ให้ดี
2. งานของคุณ คือ การเอาตัวรอด
3. ตอนเริ่มแรกของการถูกจับกุมอย่าพยายามต่อสู้
4. พยายามผ่อนคลาย ยอมรับสถานการณ์
5. ทำตามคำสั่งผู้จับกุม
6. อย่าขอร้อง สารภาพ สบถ หรือร้องไห้ เพราะจะทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น
7. อย่าพยายามหลบหนี เว้นแต่ว่าคุณจะแน่ใจว่าหลบหนีได้สำเร็จ
8. อาจโอนอ่อนผ่อนตาม
9. ควรอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวรับรู้สภาพจิตใจ และความเป็นมาเป็นไปของผู้ก่อเหตุ เพื่อที่อาจจะได้เก็บเป็นข้อมูลไว้ใช้คราวจำเป็น
11. ถ้ามีหน่วยช่วยเหลือเข้าไปด้วยการจู่โจม ให้นอนราบกับพื้น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อสถานการณ์สงบจึงแสดงตัว
ควรใช้คำถามปลายเปิด เช่น ทำไม อย่างไร เป็นต้น หลีกเลี่ยงคำถามปลายปิด เช่น ใช่หรือไม่ใช่ ได้หรือไม่ได้ เป็นต้น เพื่อให้คนร้ายได้พูดระบายความรู้สึกออกมา เป็นการถ่วงเวลาและสามารถเรียนรู้ลักษณะของคนร้ายได้ด้วย อาจพูดทวนคำพูดของคนร้ายเพื่อถ่วงเวลาและให้ได้ใจความชัดเจนตรงกับคนร้าย
การเจรจาต่อรองยังมีรายละเอียดอีกมากทั้งวิธีการและแนวทางปฏิบัติ หลักการดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นซึ่งประชาชนสามารถนำไปปรับใช้ได้สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง การเจรจาต่อรองเพื่อช่วยเหลือตัวประกันกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ, หลักการเจรจาต่อรอง โดย พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผบก.ส.3
Subscribe to:
Posts (Atom)

















.jpg)




















