Friday, December 23, 2011

2 nd Anniversary


2 nd Anniversary

Thai self-defense ได้ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการป้องกันตัว (Self-defense) มาจนครบ 2 ปี และก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 อย่างมั่นคง

ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้ให้ความรู้ผ่านทางเว็บไซด์และการฝึกอบรมให้กับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ สำหรับสังคมไทยซึ่งมีความตื่นตัวน้อยเกี่ยวกับการป้องกันตัว อีกทั้งมีแหล่งความรู้และสถานที่ฝึกอบรมการป้องกันตัวโดยตรงไม่มากนัก Thai self-defense จึงเป็นอีกหนึ่งแหล่งซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงได้

จุดมุ่งหมายสำคัญอย่างหนึ่งของ Thai self-defense ก็คือ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องการฝึกอบรมการป้องกันตัว (Self-defense) กับ การฝึกศิลปะการต่อสู้ (Martial Arts) ถึงแม้เนื้อหาหลายส่วนจะเกี่ยวพันและสัมพันธ์กันอยู่ แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายมิติ

ในความคิดของคนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงการป้องกันตัวก็มักจะคิดถึง ศิลปะการต่อสู้ (Martial Arts) เช่น Taekwondo Judo Jujitsu Aikido เป็นต้น แต่ในต่างประเทศประชาชนจะทราบว่าการป้องกันตัวเป็นศาสตร์ของการประยุกต์ใช้ประโยชน์จาก Martial Arts หลายแขนง นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะภัยคุกคามภาคประชาชนมีความหลากหลาย มีอาวุธหลายประเภทเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหากเรียน Martial Arts เพียงสาขาใดสาขาหนึ่งจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ส่วนใหญ่

โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ยิงปืนมานาน ได้มีโอกาสฝึกฝนการใช้อาวุธมีดเพื่อป้องกันตัวและสนใจในรูปแบบการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าที่เป็นสากล เล็งเห็นว่าความรู้เหล่านี้ในต่างประเทศมีการสอนและฝึกให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับประเทศไทยแล้วกลับไม่พบว่ามีการสอนอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน อีกทั้งทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันตัวของประชาชนก็ยังไม่ถูกต้อง จึงอาศัย Thai self-defense เป็นช่องทางเผยแพร่ความรู้

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเว็บไซด์เป็นพื้นที่สาธารณะไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้อ่านเป็นใคร เป็นคนดีหรือคนร้าย ดังนั้นเนื้อหาที่ลงใน Thai self-defense จึงมุ่งเน้นที่หลักการมากกว่ารายละเอียด ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่าเนื้อหาไม่เข้มข้น ก็คงต้องขอให้เข้าใจว่ามีข้อจำกัดดังกล่าว หากสนใจความรู้ในเชิงลึกก็สามารถติดต่อพูดคุยกันได้

ในสังคมปัจจุบันภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของท่านและบุคคลที่ท่านรักมีมากขึ้นเรื่อยๆ สังคมไทยมีความแตกแยกทางความคิดและใช้อารมณ์เข้ามาตัดสินปัญหามากขึ้น ทำให้พบเห็นการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้นทุกวัน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง สุจริตชนจึงควรหาความรู้และฝึกฝนการป้องกันตัวเอาไว้เพื่อให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในสังคม

สุดท้ายนี้อย่าคิดว่าเรื่องร้ายๆจะไม่เกิดกับท่าน เพราะเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านั้นก็เคยคิดเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ร้ายแรงไว้เสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเผชิญสิ่งที่แย่ที่สุด แต่คาดหวังไว้สำหรับสิ่งที่ดีที่สุด (Prepare for the Worst, but Hope for the Best)
                                                                                    เรียบเรียงโดย Batman

สิ่งที่หนัง, ละคร หลอกคุณ


สิ่งที่หนัง, ละคร หลอกคุณ

ใครเป็นแฟนหนัง, ละครบู๊แอ็คชั่นอย่างเหนี่ยวแน่นยิ่งมีดารานำที่เราชื่นชอบ ยิ่งต้องติดตามดูไม่ให้คลาดแม้สักตอนเดียว ด้วยเหตุที่เราติดตามดูด้วยความพอใจในตัวดาราเป็นหลัก เราอาจไม่ทันฉุกคิดว่าเหตุการณ์ในหนังหรือละครนั้น มีหลายกรณีที่มันไม่อาจทำได้หรือเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง ขอยกตัวอย่างให้ลองพิจารณาดู

1.      เสือเมฆค่อยๆย่องไปตามแนวต้นไม้ สายตาสอดส่ายไปมาอย่างระแวดระวัง ไอ้หาญมันอยู่ไหนนะ เสือเมฆคิด หยุดตรงนั้นแหละ! เสียงไอ้หาญดังขึ้นด้านหลัง เสือเมฆชะงัก มันค่อยๆเอี้ยวตัวมองย้อนไป ไอ้หารถือปืนลูกซอง เล็งตรงมาระยะห่าง 7 10 เมตร ทิ้งปืน! แล้วค่อยๆหันมา... อย่าตุกติก หาญสั่งเสียงดัง เสือเมฆกระชับปืนในมือแน่น หมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว ลั่นกระสุนไปสองนัด ปัง! ปัง! ไอ้หาญค่อยๆทรุดลง... ความจริง ถูกจี้ดวยปืนลูกซองในระยะ 5 เมตรขึ้นไปเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด ต่อให้ถือปืนในมือประจันหน้ากันก็ยกขึ้นยิงไม่ทันแน่นอน อย่าว่าแต่ต้องหมุนตัวกลับไปยิง ซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นอีก อย่าพยายามวัดดวงกับปืนลูกซองในระยะห่างเกินกว่ามือเอื้อมถึงเป็นอันขาด

2.      ซาร่ายืนเผชิญหน้ากับจอร์จในระยะใกล้ ในมือจอร์จมีปืนออโตเมติก .45 ขึ้นมาพร้อมเล็งตรงมาที่หล่อน จอร์จจ้องตาซาร่าอย่างชิงชัง ซาร่ายิ้มอย่างท้าทาย “ปืนแกไม่มีประโยชน์หรอก” ทันใดนั้นซาร่าใช้มือปัดปืนของจอร์จให้พ้นไป แล้วยกเท้าเตะระหว่างขาอย่างแม่นยำ จอร์จทรุดลงนอนด้วยอาการจุกเสียด ซาร่าวิ่งพ้นสายตาไป เขายังนอนดิ้นอยู่กับพื้น ความจริง เมื่อถูกปืนจอร์จจี้ในระยะใกล้ การปัดป้องปืนที่ขึ้นนกพร้อมอย่างกระทันหันเป็นเรื่องยากและมีความเสี่ยง ยิ่งการเตะระหว่างขาหวังจะสร้างอาการจุกเสียดจนหมดแรงจนไม่อาจเหนี่ยวไกปืน เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง การเตะระหว่างขาไม่สร้างผลกระทบต่อกล้ามเนื้อที่ใช้เหนี่ยวไกปืน ใครดูหนังแล้วทำตามมีโอกาสตายมากกว่ารอด

3.      ทอมกับเจอรี่ ต่างสาดกระสุนเข้าใส่กันอย่างดุเดือด ปัง! ปัง! ปัง! กิ่งไม้รอบตัวทอมกระจุยกระจายด้วยแรงกระสุน เขายกปืนขึ้นยิงสวนไป ปัง! ปัง! แชะ... กระสุนหมด เจอรี่ยิ้ม เล็งปืนมาที่ทอม เดินเข้าใกล้อย่างย่ามใจ “ลาก่อน ทอม” แต่มัน...ช้าไป มีดจากมือทอมพุ่งเข้าปักกลางอก เจอรี่ชะงักค้างพยายามเหนี่ยวไกแต่ไม่มีแรงร่างทรุดลงกับพื้น... ความจริง การขว้างมีดให้ได้แรงและแม่นยำ ต้องมีการเตรียมตัว จัดท่าทางและกะระยะอย่างพิถีพิถัน โอกาสยากมากที่จะชิงจังหวะขว้างมีดเข้าเป้าก่อนปืน อีกทั้งการที่ใครสักคนถูกมีดขว้างปักร่างแล้วชะงักงัน ไม่มีแรงแม้จะเหนี่ยวไกปืน เป็นจินตนาการของคนเขียนบทและผู้กำกับ เพราะมีดไม่เหมือนกระสุนปืนที่มีความเร็วสูงกว่ากันมาก เมื่อกระสุนกระทบร่างกระสุนปืนจะถ่ายเทพลังงานที่แฝงมาทั้งหมดให้กับอวัยวะภายใน ทำให้ผู้ถูกกระสุนมีอาการชะงักงันหรือหมดสติชั่วคราว แต่อาการอย่างนี้จะไม่เกิดจากมีด ฉะนั้นใครที่เรียนการขว้างมีดแล้วใช้มีดขว้างในสถานการณ์คับขันเพื่อหวังหยุดยั้งคู่ต่อสู้ อาจต้องเสียชีวิตก่อนที่คู่ต่อสู้จะรู้ตัวว่าถูกมีดด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างมาบางกรณี เพื่อให้พวกเราฉุกคิดว่าหนังละครสร้างมาเพื่อให้เราดูสนุก บางครั้งมีฉากที่หลอกตาหรือเหนือจริง เราต้องรู้เท่าทัน

“หลีกเลี่ยงได้คือชนะ เข้าปะทะมีแต่แพ้”
                                                                                                            เรียบเรียงโดย Snap shot

Friday, December 9, 2011

Tuesday, December 6, 2011

Knife Disarm Tactics


Knife Disarm Tactics

อาวุธมีดถือเป็นภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากเป็นอาวุธที่หาง่ายและราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับอาวุธปืน มีดที่ใช้ก่อเหตุอาจเป็นเพียงแค่มีดปลอกผลไม้ มีดทำครัวหรือแม้แต่คัตเตอร์ทั่วไปก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นมีดต่อสู้ (Combat knife) ราคาแพงๆเสมอไป

หากประชาชนทั่วไปมีความรู้เกี่ยวกับการปลดอาวุธมีด จะเพิ่มโอกาสรอดหรือลดความเสียหายจากภัยคุกคามได้มากขึ้น

ภัยคุกคามจากมีดจะมีอยู่สองลักษณะ คือ ขณะที่มีดหยุดนิ่ง (Static) เช่น การถูกจี้ด้วยมีด และขณะที่มีดมีการเคลื่อนไหว (Dynamic) เช่น ขณะถูกทำร้ายด้วยมีดไม่ว่าจะเป็นการฟันหรือแทง

มีวิธีการปลดอาวุธมีด (Knife Disarm Tactics) ในทั้งสองสถานการณ์ แต่การปลดอาวุธมีดในขณะที่ถูกมีดจี้นั้นมีโอกาสประสบผลสำเร็จมากกว่า ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของการปลดอาวุธไม่ว่าจะเป็นมีดหรือปืนขณะถูกจี้ ก็คือ เรารู้ว่าตัวเราจะปลดอาวุธของคนร้ายเมื่อใด แต่คนร้ายไม่รู้ว่าจะถูกปลดอาวุธเมื่อไร

ในการฝึกการป้องกันตัว (Self-defense) จะมีการสอนการปลดอาวุธมีดด้วยมือเปล่าในขณะที่ถูกจี้ในหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการถูกจี้จากด้านหน้า ด้านข้าง หรือด้านหลัง โดยอาศัยวิธีที่เรียบง่ายมีประสิทธิภาพ ควรหลีกเลี่ยงวิธีที่ซับซ้อน ถึงแม้อาจดูสวยงามแต่เป็นการยากที่จะจดจำและทำตามได้อย่างถูกต้อง

ในสถานการณ์ที่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดไม่ว่าจะเป็นการถูกฟันหรือแทง จะเป็นการยากมากที่จะปลดอาวุธมีดด้วยมือเปล่า ถึงแม้จะมีการสอนกันอย่างกว้างขวางและดูน่าทึ่ง เพราะการโจมตีด้วยอาวุธมีดมีความรวดเร็วและไหลลื่นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีดอยู่ในมือของผู้ที่ชำนาญหรือได้รับการฝึกฝนมา

โดยส่วนตัวเมื่อต้องเผชิญกับอาวุธมีดที่เข้ามาทำร้าย หลังจากป้องปัดและหลบหลีกออกมาได้ ให้รีบมองหาวัตถุรอบตัวที่สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธหรือสิ่งป้องกันตัวจากคมมีดมาถือไว้ในมือ เช่น เก้าอี้ สมุด กระเป๋า เป็นต้น และถ้าหนีได้ให้รีบหนี

หากจำเป็นต้องป้องกันตัวด้วยมือเปล่าจริงๆ จะไม่พยายามไปปลดอาวุธมีดของคนร้าย แต่จะควบคุมมือหรือแขนข้างที่ถืออาวุธของคนร้ายไม่ให้มีโอกาสทำร้ายเราได้ ซึ่งมีวิธีทำที่ง่ายและปลอดภัยกว่า อีกทั้งพยายามทำให้คนร้ายหมดความสามารถที่จะเป็นภัยคุกคาม ส่วนจะปลดอาวุธมีดก็ต่อเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแล้วหรือในจังหวะที่สามารถทำได้โดยง่ายจริงๆ

แต่หากเรามีอาวุธในมือ ไม่ว่าจะเป็น ไม้ มีด หรือวัตถุอื่นใด การปลดอาวุธมีดในมือคนร้ายอาจเกิดขึ้นได้ในหลายจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Defanging the snake (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง Defanging the snake วันที่ 4 June 10) หรือใช้วิธีเฉพาะสำหรับอาวุธที่เรามีในมือ

การเรียนรู้การปลดอาวุธมีดจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อรู้ว่ามีดนั้นสามารถเข้ามาทำร้ายเราในรูปแบบใดได้บ้าง การเตรียมตัวและเรียนรู้วิธีการจัดการกับภัยคุกคามจากอาวุธมีดเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทักษะนี้อาจสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตายได้เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”


                                                                                                            เรียบเรียงโดย Batman

Thai Self-defense Training


Thai Self-defense เปิดรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวด้วยอาวุธ “มีด” สำหรับประชาชนทั่วไป

จุดประสงค์       เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการป้องกันตัวด้วยอาวุธ “มีด” ให้กับประชาชนทั่วไป

เนื้อหาการฝึกอบรม (การบรรยายและปฏิบัติ)

-          หลักการป้องกันตัวและการประเมินสถานการณ์

-          ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาวุธมีด

-          การถือมีด (Knife griping) ท่าเตรียมพร้อม (Fighting stance)

-          พื้นฐานรูปแบบและทิศทางการโจมตีด้วยมีด (Basic patterns and directions of knife attack)

-          การเคลื่อนที่ (Footwork)

-          กลยุทธ์การป้องกันตัวด้วยมีด (Strategy of self-defense with a knife)

-          การฝึกซ้อมการป้องกันตัวด้วยมีด (Knife sparring and drill)

ระยะเวลาการฝึกอบรม             วันจันทร์ – พฤหัส เวลา 18.00 – 20.00 น. วันศุกร์ วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 20.00 น. (จะโทรยืนยันวันฝึกที่แน่นอนอีกครั้ง)

ผู้รับการฝึกอบรม          หญิงหรือชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองยินยอม) รับจำนวนจำกัด
GPS        N 13-43.832  E 100-38.871
ค่าฝึกอบรม       600 บาท/ช.ม./ท่าน (เรียนส่วนตัว), 500 บาท/ช.ม./ท่าน (เรียนเป็นกลุ่มย่อยตั้งแต่ 2 ท่าน ขึ้นไป)
การแต่งกาย      เสื้อยืด กางเกงวอร์ม หรือ แต่งกายรัดกุม
อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย       แว่นตานิรภัย (ถ้ามี), มีดซ้อม (ถ้ามี), Arm guard (ถ้ามี), ถุงมือ (ถ้ามี)
เอกสารประกอบการสมัคร        ใบสมัคร, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ, ใบยินยอมจากผู้ปกครอง (ในกรณีผู้รับการฝึกอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์)
ครูฝึก    ครู วีระ (Batman)

Sunday, November 27, 2011

Footwork for Knife Fighting


Footwork for Knife Fighting

การป้องกันตัวด้วยอาวุธมีดนอกจากเรียนรู้การเคลื่อนไหวของมีดในทิศทางและรูปแบบต่างๆ ยังต้องอาศัยการก้าวเท้า (Footwork) อย่างเหมาะสมอีกด้วย

เราต้องแยกการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนและส่วนล่างออกจากกัน แต่การเคลื่อนไหวทั้งสองส่วนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นก้าวไปข้างหน้า ข้างหลัง ก้าวฉาก

การใช้อาวุธมีดเป็นเรื่องของการใช้ประโยชน์และตอบสนองต่อ “ระยะที่เหมาะสม” ระหว่างตัวเราและภัยคุกคาม ดังนั้นการก้าวเท้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ระยะ”

รูปแบบการก้าวเท้ามีหลายอย่างโดยเริ่มจากการยืนที่มีสมดุลดี ส่วนใหญ่มักจะงอเข่าย่อตัวลงเล็กน้อย ขณะเคลื่อนที่ก้าวเท้าก็ยังต้องมีสมดุลเพื่อจะได้ไม่ล้มง่าย

-          Regular Step เป็นการก้าวเท้าสลับซ้ายขวาตามปกติ โดยคงระยะห่างระหว่างเท้าทั้งสองข้างใกล้เคียงกับระยะห่างของไหล่ของตัวเองเพื่อให้มีสมดุลที่ดีขณะเคลื่อนที่ บางครั้งการกางเท้าออกกว้างขณะเคลื่อนที่ก็สร้างสมดุลได้ดีเช่นกัน

-          Step slide เป็นการก้าวเท้าหน้าไปก่อนแล้วลากเท้าหลังตามมา โดยให้คงระยะห่างระหว่างเท้าทั้งสองข้างเท่ากับระยะห่างระหว่างไหล่ของเรา

-          Slide step เป็นการลากเท้าหลังไปข้างหน้าใกล้กับเท้าหน้า แล้วก้าวเท้าหน้าออกไป เพื่อคงระยะห่างระหว่างเท้าทั้งสองข้างไว้

-          Push step เป็นการดันเท้าหลังเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือดันเท้าหน้าเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหลัง

รูปแบบข้างต้นเป็นเพียงการก้าวเท้าที่นิยมใช้ ยังมีรูปแบบการก้าวเท้าที่แตกต่างออกไปอีกหลายอย่าง อาทิเช่น การก้าวเท้าแบบสามเหลี่ยม เป็นต้น ซึ่งในรูปแบบเหล่านี้มีที่ใช้และประโยชน์แตกต่างกันออกไป

การฝึกก้าวเท้าอย่างชำนาญประกอบกับการใช้มีดในมือได้อย่างคล่องแคล้ว เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สามารถใช้มีดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”
                                                                                    เรียบเรียงโดย Batman

Saturday, November 12, 2011

Gun Disarm Tactics


Gun Disarm Tactics

ภัยคุกคามจากอาวุธปืนนับวันมีแต่จะมากขึ้น การถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดและร้ายแรง

ในการป้องกันตัวขณะที่ถูกปืนจี้นั้น อย่างแรกเราต้องควบคุม สติ ให้ดี การแตกตื่นตกใจจนเกินเหตุไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น พูดคุยกับคนร้ายด้วยน้ำเสียงที่สงบ ให้ความร่วมมือกับคนร้ายตามสถานการณ์ หากมีความรู้ในการปลดอาวุธปืนก็ควรใช้ในโอกาสที่เหมาะสม

การปลดอาวุธปืน (Gun Disarm Tactics) อาศัยความรู้ที่สำคัญ 3 ส่วน คือ รู้จักการทำงานของปืน, รู้วิธีการปลดอาวุธปืน, รู้วิธีการการยิงปืนและแก้ไขเหตุติดขัดของปืน

-          รู้จักการทำงานของปืน วิธีการปลดอาวุธปืนจะอาศัยความรู้เกี่ยวกับการทำงานของปืนที่คนร้ายใช้ ไม่ว่าจะเป็นปืนลูกโม่หรือปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ เพราะหลายวิธีจะอาศัยการทำให้ปืนเกิดเหตุติดขัดไม่สามารถยิงได้ หรือยิงได้ในกระสุนนัดแรกแต่นัดต่อไปจะติดขัด

-          รู้วิธีการปลดอาวุธปืน การปลดอาวุธปืนจากมือของคนร้ายมีหลายวิธี ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เรียบง่ายและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

-          รู้วิธีการยิงปืนและแก้ไขเหตุติดขัดของปืน เมื่อเราสามารถปลดอาวุธปืนจากคนร้ายมาได้ หากเป็นปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติโดยส่วนใหญ่มักเกิดเหตุติดขัดไม่สามารถทำการยิงต่อได้ (บางวิธีก็ไม่ทำให้ปืนติดขัด) ถ้าเราไม่รู้ว่าจะแก้ไขให้ปืนกลับมาใช้งานได้อย่างไร ปืนกระบอกนั้นก็คงเป็นเพียงแค่ท่อนเหล็กธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเราสามารถแก้ไขให้ปืนกลับมาพร้อมใช้งานได้ ก็เท่ากับว่าเรามีอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพมากในมือใช้ต่อกรกับคนร้ายได้ และการเตรียมยิงปืนในท่า Retention ถือว่าเป็นท่าที่เหมาะสมอย่างมากหลังแย่งปืนมาได้แล้ว เพื่อป้องกันการถูกคนร้ายแย่งปืนกลับไปได้ง่าย

การปลดอาวุธปืนของคนร้ายต้องอาศัยจังหวะเวลาและวิธีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาศัยความรู้เรื่องวิถีกระสุนหรือแนวกระสุน (Line of Fire หรือ Field of Fire) หากปืนของคนร้ายลั่นออกไป การเรียนรู้หลายๆวิธีในการปลดอาวุธปืนทำให้เรามีตัวเลือกมากขึ้นในการนำมาใช้งาน

หากเรามีความรู้ในการปลดอาวุธปืนจะทำให้เราสามารถป้องกันตัวเอง และมีโอกาสรอดมากขึ้นในสถานการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนั้น

สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”

                                                                                    เรียบเรียงโดย Batman

Thursday, October 27, 2011

Joint Lock for Self-defense

Joint Lock for Self-defense



ในการแก้ไขเหตุการณ์ร้ายจากภัยคุกคามร้ายแรง หลายครั้งการใช้กำลังอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีหลายวิธีในการโต้ตอบหรือตอบสนองต่อภัยร้ายนั้น วิธีหนึ่งที่นิยมใช้ก็คือ Joint Lock


ในการป้องกันตัว (Self-defense) การทำ Joint Lock หรือ การหักข้อหรืองัดข้อของคนร้ายให้เกิดความเจ็บปวดหรือเพื่อควบคุม (Control) เป็นการประยุกต์มาจากศิลปะการต่อสู้ (Martial Arts) หลายแขนง โดยตัดท่าทางที่ซับซ้อนออกไป เหลือเพียงท่าที่เรียบง่าย มีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว


ข้อต่อต่างๆในร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหวได้ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งหรือบางทิศทางเท่านั้น เมื่อถูกบังคับให้ข้อเหล่านั้นพยายามเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ไม่ได้ถูกออกแบบเอาไว้ จะสามารถสร้างความเจ็บปวดรุนแรงให้กับคนๆนั้นได้ หรือการบังคับให้ข้อเหล่านั้นอยู่ในมุมที่กำหนดบางมุม จะทำให้คนร้ายไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อนั้นได้สะดวกจึงง่ายแก่การควบคุม


การทำ Joint Lock จึงเป็นการอาศัยข้อบกพร่องหรือข้อจำกัดตามธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการป้องกันตัว


ข้อต่อต่างๆโดยเฉพาะที่แขนและขาไม่ว่าจะเป็นข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก หัวไหล่ ข้อเท้า ข้อเข่า สามารถทำ Joint Lock ได้และเป็นที่นิยมอย่างมาก มีหลายวิธีในการทำและบางท่ามีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดความพิการได้ ดังนั้นจึงควรใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ


ความแตกต่างที่สำคัญสำหรับในการฝึก Joint Lock ระหว่างการป้องกันตัว (Self-defense) และศิลปะการต่อสู้ (Martial Arts) ก็คือ ความเรียบง่าย (Simple)


การป้องกันตัวเป็นการนำความรู้มาจากหลายแหล่งเพื่อประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยอาศัยท่าทางที่เรียบง่าย สามารถเรียนรู้ได้เร็ว ตามหลักการที่สำคัญข้อหนึ่ง คือ SIG principle (Simple is Good) เพราะในสถานการณ์ที่ตึงเครียดหรือมีความกดดันสูง การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนจะทำได้ยากหรือมีความผิดพลาดได้สูง ดังนั้นในการป้องกันตัวจึงเลือกท่าทางที่เรียบง่ายไว้ก่อน โดยคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ


ท่าทางที่ซับซ้อนของศิลปะการต่อสู้นั้น ถึงแม้จะดูสวยงาม มีประสิทธิภาพ แต่ยากที่จะทำตามหรือต้องเสียเวลาเรียนรู้หลายปีกว่าจะทำได้อย่างชำนาญ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมสำหรับการป้องกันตัวในยุกต์สมัยใหม่


สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”


เรียบเรียงโดย Batman

Friday, October 7, 2011

Forward Grip VS. Reverse Grip


Forward Grip VS. Reverse Grip

ในภาพยนตร์แนวบู๊ล้างพลานส่วนใหญ่นักแสดงมักถือมีดแบบ Reverse Grip เนื่องจากดูเท่และน่ากลัว แต่การถือมีดแบบนี้เหนือกว่าการถือมีดแบบอื่นๆจริงหรือ?

การถือมีดแบบปกติ (Normal Grip) หรือ Forward Grip เป็นการถือมีดที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นการถือสิ่งของอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ส่วนใหญ่เป็นการถือเอาคมมีดออกด้านนอกตัว (Edged out) และถือเป็นพื้นฐานในการใช้มีดเพื่อป้องกันตัว

ส่วนการถือมีดแบบ Reverse Grip หรือ Icepick Grip นั้นนิยมน้อยกว่า มีสองรูปแบบใหญ่ๆ คือ คมมีดออกด้านนอกตัว (Edged out) กับ คมมีดเข้าด้านในตัว (Edged in) ส่วนนิ้วโป้งจะกำรอบด้ามหรือวางไว้ที่ท้ายด้าม (Butt) ก็ได้

การถือมีดทั้งแบบ Forward และ Reverse Grips ต่างก็มีข้อดี-ข้อเสีย การเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับความรู้และทักษะในการใช้มีด การรู้ข้อดี ข้อเสียและข้อจำกัดของการถือมีดแต่ละแบบ จะทำให้เราสามารถใช้มีดในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งหากคนร้ายถือมีดในแบบดังกล่าวจะทำให้เราสามารถเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อสถานการณ์เบื้องหน้าได้

ข้อได้เปรียบของ Forward Grip ก็เรื่องของ ระยะในการโจมตี” ที่ไกลกว่า เมื่อยืดมีดฟันหรือแทงออกไปจนสุดมือจะได้ระยะที่ไกลกว่า Reverse Grip ในที่นี้ถึงแม้ Reverse Grip จะสามารถยืดแทงหรือฟันออกไปจนสุดมือก็อาจได้ระยะเท่ากับ Forward Grip แต่ขาดพลังเพราะต้องพลิกมือหรือกำด้ามอย่างหลวมๆ ทำให้ระยะเอื่อมสุดมือจะได้ระยะที่มีประสิทธิภาพสั้นกว่า Forward Grip แต่ระยะที่ต่างกันนี้ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

Forward Grip สามารถเคลื่อนไหวมีดทั้งฟันและแทงในทิศทางต่างๆได้อย่างราบรื่น ส่วน Reverse Grip ในบางทิศทางจะเคลื่อนไหวได้ยากกว่าปกติ

Reverse Grip จะให้การแทงที่มีพลังมากกว่า Forward Grip ในทิศทางจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวา

หลายคนคงคิดว่า Reverse Grip นั้นน่าจะดีกว่าหรือเหนือกว่าการถือมีดแบบอื่น การถือมีดไม่ว่าแบบใดเราต้องรู้ข้อดี ข้อเสีย และข้อจำกัดของรูปแบบเหล่านั้น ในการใช้งานเราจะใช้ทักษะที่เราชำนาญที่สุดไม่ใช่ดูเท่ที่สุดแต่ใช้ไม่คล่อง เพราะเรากำลังฝากชีวิตไว้กับสิ่งต่างๆที่เรากำลังใช้ หากเราถือมีดแบบ Reverse Grip ได้ถนัดและใช้ได้ชำนาญกว่า Forward Grip ก็ไม่ถือว่าแปลกที่เราจะใช้ Reverse Grip แต่ถ้าเราใช้ Forward Grip ได้ดีกว่า ก็ควรเลี่ยงการใช้ Reverse Grip ยกเว้นในบางสถานการณ์เราอาจต้องใช้ Reverse Grip ไปก่อน เมื่อมีโอกาสก็ให้รีบเปลี่ยนกลับมาเป็น Forward Grip ที่เราถนัด

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”
                                                                                                เรียบเรียงโดย Batman

Saturday, October 1, 2011

Distances in Knife Fighting


Distances in Knife Fighting


ในการป้องกันตัวจากการใช้ความรุนแรง หากเราเข้าใจเรื่องของ "ระยะห่าง (Distance)" จะทำให้เรารู้ว่าเราควรทำหรือไม่ควรทำอะไรเพื่อให้รอดพ้นออกมาได้อย่างปลอดภัย


อาวุธต่างๆนั้นมีระยะในการใช้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจนไปถึงน้อยที่สุด แม้แต่ในกรณีของการต่อสู้มือเปล่า (Empty-handed Combat) ไม่ว่าจะเป็น หมัด เท้า เข่า ศอก ต่างก็มีระยะในการใช้งานที่มีความเฉพาะของมันเอง ดังนั้นเราต้องเลือกออกอาวุธในระยะที่เหมาะสมจึงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ


ไม่ว่าจะเป็น มีด ไม้ ดาบ ต่างก็มีระยะของมันที่จะทรงประสิทธิภาพสูงสุด ในกรณีของการต่อสู้ด้วยมีด (Knife Fighting) นั้น มี 3 ระยะ


-          ระยะไกล เป็นระยะที่อาวุธมีดของทั้งเราและคนร้ายอยู่ห่างกันมากจนเอื่อมไม่ถึงกัน ยกเว้นมีดขว้างสามารถทำร้ายเราได้ คนร้ายต้องเคลื่อนที่เข้าหาเราหลายก้าวกว่าจะเอื่อมมีดถึงตัวเราได้ เราอาจถอยห่างและหนีไปได้ง่าย เป็นระยะที่มีอันตรายน้อยที่สุด


-          ระยะปานกลาง เป็นระยะที่มีดของคนร้ายสามารถเอื่อมถึงอวัยวะของเราที่ยื่นออกมาได้ เราสามารถใช้มีดของเราในการทำ Defanging the Snake (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง Defanging the Snake วันศุกร์ที่ 4 June 10) เป็นการใช้มือข้างที่ถือมีดตอบโต้หรือตั้งรับเพียงข้างเดียว (One-handed technique) ไม่จำเป็นต้องใช้มืออีกข้างเข้าช่วย เป็นระยะที่อันตรายปานกลาง หากเราไม่ยื่นอวัยวะอะไรออกห่างตัวมากๆก็จะปลอดภัย


-          ระยะใกล้ เป็นระยะที่มีดของคนร้ายสามารถเอื่อมถึงตัวเรา เป็นระยะที่อันตรายที่สุดเพราะหากถูกแทงหรือฟันในตำแหน่งที่สำคัญจะเกิดอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นต้องใช้สองมือในการเข้าแก้ไขหรือช่วยในการตอบโต้เสมอ (Two-handed technique) เพื่อเพิ่มโอกาสรอดหรือลดความเสียหายลงให้มากที่สุด


หากคนร้ายก้าวเท้าเข้ามาหนึ่งก้าวจากระยะไกลเข้าสู่ระยะปานกลาง แล้วเราถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวเพื่อคงระยะไกลเอาไว้ มีดของคนร้ายก็จะไม่สามารถฟันหรือแทงเราได้ ถ้าคนร้ายก้าวเข้ามาสองก้าวจากระยะไกลแต่เราถอยห่างออกไปเพียงหนึ่งก้าว ทำให้คนร้ายเข้าสู่ระยะปานกลางของเรา ซึ่งเราสามารถใช้มีดในมือฟันไปที่มือหรือข้อมือของคนร้ายได้ (Defanging the Snake)


ถ้าคนร้ายก้าวเข้ามาสองก้าวจากระยะไกล แต่เราไม่ถอยเลยทำให้คนร้ายเข้ามาอยู่ในระยะใกล้ เราต้องป้องกันตัวและตอบโต้โดยใช้สองมือเข้าช่วยทันที


ดังนั้นผู้ที่ฝึกมีดมาอย่างดีจะรู้ถึงการใช้ประโยชน์ของ “ระยะห่าง” และรู้ “วิธีที่เหมาะสมในการตอบสนองต่อระยะนั้นๆ” โดยอาศัยการก้าวเท้า (Footwork) และการใช้มือทั้งสองข้างอย่างถูกต้อง


นอกจากนั้นหากเราเข้าใจระยะห่างของอาวุธแต่ละอย่าง เราก็จะรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากระยะห่างเหล่านั้นได้อย่างไร และควรตอบสนองเช่นไรในระยะต่างๆเหล่านั้น ความรู้นี้สามารถปรับใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือด้วยอาวุธอะไรก็ตาม


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี สติ
                                                                                                เรียบเรียงโดย Batman
 

Samsung LCD televisions