Sunday, August 7, 2011

Self-defense with / without a Knife Training

Self-defense with / without a Knife Training

น้องผึ้งได้มีโอกาสมารับการฝึกอบรมการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าและอาวุธมีดกับทาง Thai self-defense ถึงแม้น้องผึ้งไม่เคยมีพื้นฐานการต่อสู้ป้องกันตัวมาก่อนแต่ก็ฝึกอบรมและเรียนรู้อย่างตั้งใจ ทำให้การฝึกอบรมเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีพัฒนาการที่ดี

อยากให้ผู้สนใจทุกท่านใฝ่หาความรู้ให้มาก สามารถเข้ารับการฝึกอบรมจากศูนย์ฝึกต่างๆที่ท่านเห็นสมควร เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเพิ่มโอกาสเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“สติ ความรู้ ทักษะ” เป็นสามส่วนสำคัญในการป้องกันตัว
                                                                                                                        Batman

Thursday, August 4, 2011

Chinese Military Knife Fighting (1)

Chinese Military Knife Fighting (1)



นาย Dennis Rovere เป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้จีนในรูปแบบของทหาร เขาจบการฝึกอบรมโดยได้รับประกาศนียบัตรได้เป็นครูฝึกจากนายพล ฉาง (เกษียณอายุแล้ว) และได้สำเร็จการฝึกอบรมกับนายพัน ฉาง เหยิน หยิ่ง ซึ่งเป็นครูสอนการต่อสู้ระยะประชิด (Close quarter combat) ให้ทหารหญิงและหน่วยจู่โจมเคลื่อนที่เร็วของจีน นอกจากนั้นเขายังเป็นคนต่างชาติคนแรกที่ได้รับการยอมรับให้เป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้ของจีนจากประเทศไต้หวัน อีกทั้งเป็นครูฝึกให้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจที่ปักกิ่ง และเป็นครูฝึกให้กับหน่วยรักษาความปลอดภัยที่เซี่ยงไฮ้ประเทศจีนอีกด้วย


ลูกศิษย์ของเขาหลายคนมักถามเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดในกองทัพจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจับมีด ชนิดของมีดที่ใช้ โดยนำไปเปรียบเทียบกับการใช้มีดในระบบอื่นๆ เขามักอธิบายให้เห็นภาพและหลักการกว้างๆแก่ลูกศิษย์ของเขา


การต่อสู้ด้วยมีดในกองทัพจีน (Chinese military knife fighting) นั้น ถูกสร้างขึ้นมาจากคนที่ใช้งานจริงและถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ที่สุดขั้ว ทุกส่วนของการใช้มีดไม่ว่าจะเป็น ท่ายืน การถือมีด การฟัน การแทง ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญทั้งสิ้น ในการใช้มีดต่อสู้ได้อย่างดีนั้นนอกจากสภาพร่างกายที่ดีแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับหลักการและกลยุทธ์ของการต่อสู้ด้วยมีดอีกด้วย


การใช้กลยุทธ์นั้นจะมีปรากฏอยู่ในทุกระดับของการต่อสู้ด้วยมีด โดยหลักการเหล่านี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการจู่โจมและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง


No “One School” of Knife Fighting ความรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยมีดนั้นมาจากหลายแหล่งด้วยกัน อาทิเช่น


- จากคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธและฝึกฝนมาอย่างดี เทคนิคที่ดีนั้นควรใช้ได้ผลดีกับอาวุธหลายๆประเภท เช่น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธสั้นอย่างมีด หรืออาวุธที่ยาวขึ้นอย่างปืนยาวติดดาบปลายปืน ใช้ได้ดีกับคู่ต่อสู้ที่ฝึกมาอย่างดีไม่ว่าจะมีคนเดียวหรือหลายคน


- เทคนิคเหล่านั้นควรจะเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากในภาวะเครียดและมีความกดดันสูงการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนจะไม่ง่ายในการคิดและทำ ยิ่งทหารมักจะอยู่ในสภาพที่มีความเครียดทางร่างกายด้วยแล้ว การเคลื่อนไหวบางอย่างที่ต้องใช้พลังงานมากจึงควรหลีกเลี่ยง เช่น การเตะสูง การโยนคู่ต่อสู้ เป็นต้น


- อาวุธทั้งหลายไม่ใช่ส่วนขยายของร่างกายได้อย่างง่ายดาย มันจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักอาวุธที่เราใช้เป็นอย่างดี เรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับมัน เพราะอาวุธแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะทั้งรูปร่างและการใช้งาน


- ไม่ได้มีเพียงแหล่งความรู้เดียวในการต่อสู้ด้วยมีด ดังคำกล่าวโบราณที่ว่า “จงเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์” ไม่มีวิชาไหนดีเลิศไม่มีที่ติ บางหน่วยงานอาจเชี่ยวชาญการใช้มีดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สำหรับเขาแล้วจะสอนทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธมีดและการลอบสังหารด้วยมีด (Silent killing techniques) โดยใช้ทั้ง Forward และ Reverse grip แตกต่างจากทางตะวันตกซึ่งพยายามหา “วิธีที่ดีที่สุด” วิธีเดียว แต่สำหรับทหารจีนจะฝึกหลายรูปแบบและสามารถเลือกวิธีที่ “เหมาะสมที่สุด” สำหรับสถานการณ์นั้นๆ


- การต่อสู้มักเกิดขึ้นในสภาวะที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นเทคนิคที่มีการพิสูจน์แล้วในสนามรบหรือสถานการณ์จริงจึงเป็นสิ่งที่นำมาสอนและถ่ายทอดต่อไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น มีฝนตก หนาวเย็น เปื่อนโคลน การต่อสู้ด้วยมีดซึ่งมีการสอนกันในสถาบันซึ่งไม่มีการพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ หรือใช้ท้วงท่าที่ดูวิจิตรพิศดาร (Fancy techniques) อย่างเช่น การโยนมีดเพื่อเปลี่ยน grip จาก Forward เป็น Reverse grip ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้มีดหลุดจากมือได้ การยืนกางขาออกกว้างโดยงอเข่ามากๆ อย่างเช่น ท่านั่งขี่ม้าของจีน (Horse stance หรือ Bow stance) อาจใช้ในการฝึกกำลังขาได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้ในการต่อสู้ด้วยมีด เพราะโดยทั่วไปแล้วท่ายืนในการต่อสู้ด้วยมีดนั้นจะย่อตัวลงเล็กน้อยและเป็นธรรมชาติมากกว่า


จะเห็นได้ว่ากระบวนการคิดและฝึกฝนการต่อสู้ด้วยมีดนั้นไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก ต่างก็มีจุดที่เหมือนและต่างกัน ถึงแม้หลักใหญ่ๆจะคล้ายกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใครเน้นหรือให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน คงไม่มีใครบอกได้ว่าใครดีกว่าใคร เพราะมันขึ้นอยู่กับผู้ฝึกฝนเป็นสำคัญ


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Military Knife Fighting ของ Dennis Rovere

การฝึกอบรม Self-defense with a Knife

การฝึกอบรม Self-defense with a Knife



เปิดรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวด้วยอาวุธ “มีด” สำหรับประชาชนทั่วไป


จุดประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการป้องกันตัวด้วยอาวุธ “มีด” ให้กับประชาชนทั่วไป


เนื้อหาการฝึกอบรม (การบรรยายและปฏิบัติ)


- หลักการป้องกันตัวและการประเมินสถานการณ์


- ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาวุธมีด


- การถือมีด (Knife griping) ท่าเตรียมพร้อม (Fighting stance)


- พื้นฐานรูปแบบและทิศทางการโจมตีด้วยมีด (Basic patterns and directions of knife attack)

- การเคลื่อนที่ (Footwork)

- กลยุทธ์การป้องกันตัวด้วยมีด (Strategy of self-defense with a knife)

- การฝึกซ้อมการป้องกันตัวด้วยมีด (Knife sparring and drill)

ระยะเวลาการฝึกอบรม วันจันทร์ – พฤหัส เวลา 18.00 – 20.00 น. วันศุกร์ – วันอาทิตย์ เวลา 13.00 – 20.00 น. (จะโทรยืนยันวันฝึกที่แน่นอนอีกครั้ง)


ผู้รับการฝึกอบรม หญิงหรือชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองยินยอม) รับจำนวนจำกัด


สถานที่ ชั้น 3 ร้านขอขวัญ เลขที่ 102/24 ซอย พัฒนาการ 58 เยื้อง ร.ร. เตรียมพัฒนาการ เขต สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250


แผนที่


GPS N 13-43.832 E 100-38.871


ค่าฝึกอบรม 600 บาท/ช.ม./ท่าน (เรียนส่วนตัว), 500 บาท/ช.ม./ท่าน (เรียนเป็นกลุ่มย่อยตั้งแต่ 2 ท่าน ขึ้นไป)


การแต่งกาย เสื้อยืด กางเกงวอร์ม หรือ แต่งกายรัดกุม


อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย แว่นตานิรภัย (ถ้ามี), มีดซ้อม (ถ้ามี), Arm guard (ถ้ามี), ถุงมือ (ถ้ามี)


เอกสารประกอบการสมัคร ใบสมัคร, สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ, ใบยินยอมจากผู้ปกครอง (ในกรณีผู้รับการฝึกอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์)


ครูฝึก ครู วีระ (Batman)


ติดต่อ ครู วีระ (Batman) โทร. 081-666-0266, Fax. 02-349-6207


e-mail : thaiselfdefense@gmail.com


www.thaiselfdefense.com

Friday, July 22, 2011

Street Fighting

Street Fighting

Street Fighting มักหมายถึงการต่อสู้ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในที่สาธารณะ ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้โดยผิดกฎหมายมักเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า (Hand to hand combat) แต่หลายกรณีก็มีอาวุธเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีกฎกติกา ผลของการต่อสู้มักมีการบาดเจ็บรุนแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้

ความแตกต่างระหว่าง Street fighting กับ Self-defense (การป้องกันตัว) ก็คือ Street fighting มักเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น เมื่อมีเรื่องทะเลาะกับบางคนในบาร์แล้วคนหนึ่งท้าให้ออกไปนอกร้านเพื่อชกต่อย หากอีกคนยอมถอยไม่ตามออกไปเรื่องราวร้ายแรงก็คงไม่เกิดขึ้น แต่สำหรับการป้องกันตัวนั้นมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันส่วนใหญ่มักเลี่ยงไม่ได้

หลายคนโดยเฉพาะกลุ่มที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ (Martial Arts) อาจใช้คำทั้งสองนี้ในความหมายเดียวกัน ดังนั้นในการฝึกการป้องกันตัวนั้นจึงครอบคลุมไปถึงการใช้กำลังเพื่อ “ต่อสู้” เอาตัวรอดด้วย

การป้องกันตัวนั้นจะเน้นที่การเอาตัวรอดออกจากสถานการณ์ร้ายได้อย่างปลอดภัยหรือบาดเจ็บน้อยที่สุด มากกว่าที่จะพยายามทำร้ายคนร้ายให้บาดเจ็บร้ายแรงหรือเสียชีวิต ในขณะที่ Street fighting จะเน้นที่การทำร้ายคู่ต่อสู้ให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต จุดประสงค์ของการกระทำจึงแตกต่างกันนำไปสู่วิธีการและกลยุทธ์ที่ใช้มีความแตกต่างกันในหลายด้าน

การใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขปัญหาขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายและทำเมื่อจำเป็นจริงๆ ไม่มีหนทางอื่นที่จะเยียวยาปัญหาได้ โดยใช้ “สติ” ในการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ไม่ใช้ “อารมณ์” เข้ามาตัดสินปัญหา และเลือกหนทางในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดตามสภาพการณ์ที่เป็นจริงภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย

Thai self-defense เน้นให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตัว (Self-defense) ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือด้วยอาวุธมีด

สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”

                                                                  เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจาก Wikipedia

Friday, July 15, 2011

เกินกว่าเหตุ! ตรงไหน?

เกินกว่าเหตุ! ตรงไหน?



เคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า คนร้ายทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหยื่อของเขาไม่มี คือ “ความเฉยเมยต่อชีวิตของเหยื่อและความละเลยต่ออนาคตของตนเอง” ขออธิบายว่า คนร้ายที่เผชิญหน้ากับคุณนั้นมีเหตุผลและแรงจูงใจอันแรงกล้าที่จะทำร้ายคุณให้ได้ เขาไม่สนใจว่าคุณจะบาดเจ็บ พิการหรือเสียชีวิต ไม่สนใจว่าครอบครัวของคุณ คนที่รักคุณจะเศร้าโศกเสียใจและต้องเผชิญอะไรหลังจากนั้น ตัวคนร้ายเองก็ไม่ใส่ใจว่าเมื่อก่อเหตุแล้วตัวเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป จะต้องแบกข้อหา หนีหัวซุกหัวซุนไปนานแค่ไหน จะถูกจับติดคุกหรือถูกประหารชีวิตก็ไม่กังวล


แต่ในสถานการณ์เดียวกันนี้สุจริตชนอย่างคุณ ต่อให้ฝึก Martial Arts มาอย่างโชกโชน แต่มันก็แค่การฝึกซ้อมกับมิตรสหายในโรงฝึก บรรยากาศแตกต่างกันมากกับการต่อสู้จริง นอกจากความกังวลใจ คุณมีคนที่รัก คนในครอบครัวที่ต้องดูแลรับผิดชอบ คุณมีอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า ซึ่งต้องสิ้นสุดลงหากคุณถูกคนร้ายฆ่าตายหรือบาดเจ็บพิการ ดังนั้นสุจริตชนอย่างเราเมื่อเผชิญหน้ากับคนร้ายบนท้องถนนก็มักเสียเปรียบเพราะคุณธรรมในจิตใจของเรานั่นเอง ด้วยเหตุนี้ในการสอนการป้องกันตัวจึงมักแนะนำให้คุณหาอาวุธซ่อนรูปหรือพกพาอาวุธที่คุ้นเคยที่พอจะซุกซ่อนพกพาไปได้มาเสริมเพิ่มแต้มต่อให้คุณมีทางรอดมากขึ้น จะได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทักษะในการใช้อาวุธที่มีแค่ไหน


ถึงขั้นนี้แล้วคุณยังไม่ได้ทำอะไร “เกินกว่าเหตุ” ในสายตาของกฎหมายเลยนะครับ แต่นักกฎหมายผู้เคร่งครัดจะเริ่มปรามทำให้คุณใจฝ่อวิตกไปแล้ว


อยากบอกว่าคุณจะก้าวล้ำเส้นไปถึงขั้น “เกินกว่าเหตุ” หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคุณต่อจากนี้ต่างหาก


เคยเขียนไว้ในบทความชิ้นหนึ่งว่าในการป้องกันตัวด้วยอาวุธหรือมือเปล่า “อย่าทำสิ่งที่อยากทำ อย่าทำสิ่งที่ควรทำ แต่จงทำสิ่งที่ต้องทำ”


“สิ่งที่คุณอยากทำ” ถ้าคุณคือผู้ที่ทักษะดีเยี่ยมในศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ก็ถือได้ว่าคุณมีอาวุธที่คุ้นเคยมาอยู่ในมือแล้ว สิ่งที่คุณอยากทำคือได้แสดงความสามารถให้สาธารณชนได้ประจักษ์ ใช้ท่าสวยๆฟาดฟันเชือดเฉือนทิ่มแทงเข้าใส่คนร้าย ความอยากเอาคืน กิเลสที่ขาดสติเหล่านี้ล้วนชักนำให้คุณเปลี่ยนจากเหยื่อมาเป็นผู้รุกรานเสียเอง คุณก็เริ่มบุกเข้าหาคนร้ายเพื่อ “เล่นงาน” มันตามอารมณ์พาไป ทีนี้จากการป้องกันตัวก็จะกลายเป็นการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกัน “โดยเจตนา” ไปแล้ว คุณเองไม่ว่าจะเอาตัวรอดโดยปลอดภัยหรือไม่ คุณก็ “แพ้” ตั้งแต่ต้นแล้ว


“สิ่งที่คุณควรทำ” คือ ระมัดระวังอย่าทำ “เกินกว่าเหตุ” ซึ่งนักกฎหมายผู้เคร่งครัดจะคอยเตือนคุณว่ามีขอบเขตที่คุณจะล้ำไม่ได้ มิเช่นนั้นกฎหมายจะเล่นงานคุณ ปัญหาคือ เขาไม่ได้บอกคุณว่าขอบเขตที่ว่านั้นมันอยู่ตรงไหนแน่ คุณก็เฝ้าแต่กังวลว่าจะ “เกินกว่าเหตุ” จนเกร็งและตกอยู่ในอันตรายในที่สุด เพราะคนร้ายมันไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย


“สิ่งที่ต้องทำ” คือ สิ่งที่ผมแนะนำให้คุณทำโดยขอย้ำว่า “อย่ามากหรือน้อยเกินกว่านั้น” เมื่อคุณถูกคุกคามไม่ว่าจะมีอาวุธร่วมด้วยหรือไม่ สิ่งที่คุณควรทำอันดับแรก คือ รวบรวม “สติ” ให้มีครบถ้วน เพื่ออ่านสถานการณ์ให้ชัดเจน ประเมินระดับของอันตรายที่คุกคามคุณอยู่แล้วกำหนดวิธีการป้องกันตัว “ให้รัดกุม” ตัดทอนอารมณ์ต่างๆอันอาจผลักดันให้คุณทำอะไรที่มากหรือน้อยกว่าการป้องกันตัวที่จำเป็น เมื่อคุณไม่มีอารมณ์มารบกวนจิตใจ คุณก็มีสมาธิกับการตั้งรับให้รัดกุม ไม่ต้องเร่งร้อนบุกเข้าเล่นงานคนร้ายเพราะเวลาจะเข้าข้างคุณ


แม้คุณมีอาวุธอยู่ในมือก็ยังคงใช้กลยุทธ์ “โจมตีเฉพาะภัยคุกคามเฉพาะหน้า” อย่างเช่น คนร้ายใช้หมัดชกหน้าคุณ ก็แค่ใช้อาวุธเล่นงานมือที่พุ่งเข้าหาคุณก็พอ เขาใช้มีดแทงคุณ ก็แค่ฟาดฟันทิ่มแทงเฉพาะมือที่ถือมีดซึ่งพุ่งเข้ามา สกัดกั้นความอยากที่จะบุกเข้าประชิดเพื่อเล่นงานจุดตายต่างๆตามร่างกายคนร้ายอย่างที่ได้ฝึกฝนร่ำเรียนมา เพราะมันเสี่ยงกับการถูกตอบโต้กลับด้วยอาวุธจนบาดเจ็บ


ในทางกฎหมายคุณก็แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายคู่ต่อสู้อย่างแน่ชัด ถ้าคุณรักษาสภาพเช่นนี้ได้ตลอด ก็จะสร้างบาดแผลสะสมตามแขนขา มือเท้าของคนร้ายจนในที่สุดหมดสภาพเลิกราไปเอง ภายหลังถ้าต้องขึ้นโรงขึ้นศาลก็ยังพอชี้แจงได้ว่า คุณไม่ได้มีเจตนาป้องกันตัว “เกินกว่าเหตุ” เพราะคุณกำหนดขอบเขตของการป้องกันตัวไว้แล้วอย่างชัดเจน


“อยากชนะอย่างแท้จริง ต้องชนะตัวเองก่อน”


เรียบเรียงโดย Snap shot

Easy Defense Studio

 

Samsung LCD televisions