Thursday, August 4, 2011

Chinese Military Knife Fighting (1)

Chinese Military Knife Fighting (1)



นาย Dennis Rovere เป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้จีนในรูปแบบของทหาร เขาจบการฝึกอบรมโดยได้รับประกาศนียบัตรได้เป็นครูฝึกจากนายพล ฉาง (เกษียณอายุแล้ว) และได้สำเร็จการฝึกอบรมกับนายพัน ฉาง เหยิน หยิ่ง ซึ่งเป็นครูสอนการต่อสู้ระยะประชิด (Close quarter combat) ให้ทหารหญิงและหน่วยจู่โจมเคลื่อนที่เร็วของจีน นอกจากนั้นเขายังเป็นคนต่างชาติคนแรกที่ได้รับการยอมรับให้เป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้ของจีนจากประเทศไต้หวัน อีกทั้งเป็นครูฝึกให้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจที่ปักกิ่ง และเป็นครูฝึกให้กับหน่วยรักษาความปลอดภัยที่เซี่ยงไฮ้ประเทศจีนอีกด้วย


ลูกศิษย์ของเขาหลายคนมักถามเกี่ยวกับการใช้อาวุธมีดในกองทัพจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจับมีด ชนิดของมีดที่ใช้ โดยนำไปเปรียบเทียบกับการใช้มีดในระบบอื่นๆ เขามักอธิบายให้เห็นภาพและหลักการกว้างๆแก่ลูกศิษย์ของเขา


การต่อสู้ด้วยมีดในกองทัพจีน (Chinese military knife fighting) นั้น ถูกสร้างขึ้นมาจากคนที่ใช้งานจริงและถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ที่สุดขั้ว ทุกส่วนของการใช้มีดไม่ว่าจะเป็น ท่ายืน การถือมีด การฟัน การแทง ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนสำคัญทั้งสิ้น ในการใช้มีดต่อสู้ได้อย่างดีนั้นนอกจากสภาพร่างกายที่ดีแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องถ่องแท้เกี่ยวกับหลักการและกลยุทธ์ของการต่อสู้ด้วยมีดอีกด้วย


การใช้กลยุทธ์นั้นจะมีปรากฏอยู่ในทุกระดับของการต่อสู้ด้วยมีด โดยหลักการเหล่านี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการจู่โจมและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง


No “One School” of Knife Fighting ความรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยมีดนั้นมาจากหลายแหล่งด้วยกัน อาทิเช่น


- จากคู่ต่อสู้ที่มีอาวุธและฝึกฝนมาอย่างดี เทคนิคที่ดีนั้นควรใช้ได้ผลดีกับอาวุธหลายๆประเภท เช่น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธสั้นอย่างมีด หรืออาวุธที่ยาวขึ้นอย่างปืนยาวติดดาบปลายปืน ใช้ได้ดีกับคู่ต่อสู้ที่ฝึกมาอย่างดีไม่ว่าจะมีคนเดียวหรือหลายคน


- เทคนิคเหล่านั้นควรจะเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากในภาวะเครียดและมีความกดดันสูงการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนจะไม่ง่ายในการคิดและทำ ยิ่งทหารมักจะอยู่ในสภาพที่มีความเครียดทางร่างกายด้วยแล้ว การเคลื่อนไหวบางอย่างที่ต้องใช้พลังงานมากจึงควรหลีกเลี่ยง เช่น การเตะสูง การโยนคู่ต่อสู้ เป็นต้น


- อาวุธทั้งหลายไม่ใช่ส่วนขยายของร่างกายได้อย่างง่ายดาย มันจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักอาวุธที่เราใช้เป็นอย่างดี เรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับมัน เพราะอาวุธแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะทั้งรูปร่างและการใช้งาน


- ไม่ได้มีเพียงแหล่งความรู้เดียวในการต่อสู้ด้วยมีด ดังคำกล่าวโบราณที่ว่า “จงเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์” ไม่มีวิชาไหนดีเลิศไม่มีที่ติ บางหน่วยงานอาจเชี่ยวชาญการใช้มีดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สำหรับเขาแล้วจะสอนทั้งการต่อสู้ด้วยอาวุธมีดและการลอบสังหารด้วยมีด (Silent killing techniques) โดยใช้ทั้ง Forward และ Reverse grip แตกต่างจากทางตะวันตกซึ่งพยายามหา “วิธีที่ดีที่สุด” วิธีเดียว แต่สำหรับทหารจีนจะฝึกหลายรูปแบบและสามารถเลือกวิธีที่ “เหมาะสมที่สุด” สำหรับสถานการณ์นั้นๆ


- การต่อสู้มักเกิดขึ้นในสภาวะที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นเทคนิคที่มีการพิสูจน์แล้วในสนามรบหรือสถานการณ์จริงจึงเป็นสิ่งที่นำมาสอนและถ่ายทอดต่อไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ เช่น มีฝนตก หนาวเย็น เปื่อนโคลน การต่อสู้ด้วยมีดซึ่งมีการสอนกันในสถาบันซึ่งไม่มีการพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ หรือใช้ท้วงท่าที่ดูวิจิตรพิศดาร (Fancy techniques) อย่างเช่น การโยนมีดเพื่อเปลี่ยน grip จาก Forward เป็น Reverse grip ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้มีดหลุดจากมือได้ การยืนกางขาออกกว้างโดยงอเข่ามากๆ อย่างเช่น ท่านั่งขี่ม้าของจีน (Horse stance หรือ Bow stance) อาจใช้ในการฝึกกำลังขาได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้ในการต่อสู้ด้วยมีด เพราะโดยทั่วไปแล้วท่ายืนในการต่อสู้ด้วยมีดนั้นจะย่อตัวลงเล็กน้อยและเป็นธรรมชาติมากกว่า


จะเห็นได้ว่ากระบวนการคิดและฝึกฝนการต่อสู้ด้วยมีดนั้นไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก ต่างก็มีจุดที่เหมือนและต่างกัน ถึงแม้หลักใหญ่ๆจะคล้ายกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใครเน้นหรือให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน คงไม่มีใครบอกได้ว่าใครดีกว่าใคร เพราะมันขึ้นอยู่กับผู้ฝึกฝนเป็นสำคัญ


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Military Knife Fighting ของ Dennis Rovere

No comments:

 

Samsung LCD televisions