Saturday, July 17, 2010

Targets of self-defense by a knife

Targets of self-defense by a knife



ในการป้องกันตัวนั้นไม่ว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้อาวุธ จุดประสงค์หลักคือ เอาตัวเรารอดออกมาจากภัยคุกคามอย่างปลอดภัยหรือบาดเจ็บให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการฝึกสอนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะสอนวิธียิงปืนเพื่อ “หยุดยั้ง” คนร้ายมากกว่าที่จะ “สังหาร” คนร้าย ซึ่งหลักการนี้ก็ใช้ในการป้องกันตัวด้วยเช่นกัน


การหยุดยั้งคนร้ายนั้น หมายความว่า คนร้ายหมดความสามารถที่จะเป็นภัยคุกคามได้อีกต่อไป ซึ่งคนร้ายนั้นไม่จำเป็นจะต้องเสียชีวิตเสมอไป เช่น กระสุนปืนขนาด .45 นิ้วเมื่อยิงถูกคนร้ายบริเวณลำตัวแล้วสามารถทำให้คนร้ายทรุดลงกับพื้น (คนร้ายอาจไม่ได้เสียชีวิตทันที) หมดสภาพที่จะเป็นภัยคุกคามได้เร็วกว่ากระสุนปืนขนาด .38 นิ้ว นั่นหมายความว่า กระสุนปืนขนาด .45 นิ้วมีอำนาจหยุดยั้ง (Stopping power) ดีกว่ากระสุนปืนขนาด .38 นิ้ว

ในขณะที่การสังหารด้วยอาวุธบางครั้งคนร้ายอาจถูกอาวุธของเราแล้วถึงแม้จะเสียชีวิตอย่างแน่นอน แต่เขาอาจยังมีแรงมากพอที่จะทำอันตรายเราต่อได้จนบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตก่อนที่เขาจะล้มลงสิ้นใจ


ในการป้องกันตัวโดยสุจริตชนนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องกระทำโดยไม่ให้รุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งต้องขึ้นกับสภาพการณ์ของภัยคุกคามขณะนั้น หากเราใช้วิธีการป้องกันตัวโดยไม่มุ่งหวังเอาชีวิตของคนร้ายแต่เพียงอย่างเดียว ในแง่ของกฎหมายก็ยังพอมีทางออกให้ได้ ดังนั้นความสามารถในการหยุดยั้งคนร้ายจึงมีความสำคัญมากกว่าความสามารถในการสังหารคนร้าย

เป้าหมายการโจมตีด้วยมีดซึ่งหวังผลในการหยุดยั้งคนร้ายนั้น จะมุ่งเน้นที่แขนหรือมือข้างที่ถืออาวุธ ทำให้ไม่สามารถถืออาวุธต่อไปได้หรือลดความสามารถ (Ability) ในการใช้อาวุธในมือลง และขาของคนร้ายทำให้การเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหว (Mobility) ของคนร้ายทำได้ไม่สะดวก เมื่อเราหนีคนร้ายจะไม่สามารถวิ่งไล่ตามเราได้ นอกจากนั้นเมื่อคนร้ายสูญเสีย Ability และ Mobility จะทำให้เราควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น


ในความตึงเครียดที่มีสารอะดรีนารีน (Adrenaline) หลั่งออกมาทำให้ร่างกายตื่นตัวสุดขีด มีความทนต่อความเจ็บปวด และมีพละกำลังมากกว่าปกติ การทำให้คนร้ายหมดความสามารถในการเป็นภัยคุกคามจะขึ้นอยู่กับการเล่นงาน Ability และ Mobility ของคนร้ายเป็นสำคัญ ทั้งสองส่วนนี้ผู้ฝึกมีดเพื่อป้องกันตัวควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman

Friday, July 9, 2010

กรมธรรม์กันภัย โครงการ 2 (บ้านปลอดภัย)

กรมธรรม์กันภัย โครงการ 2 (บ้านปลอดภัย)



ในการแบ่งสถานการณ์เสี่ยงต่อภัยคุกคามออกเป็นหลายระดับ โดยมีรหัสสีกำกับ (ดูบทความ States of Awareness เพิ่มเติม) ไม่ว่าสำนักไหนๆก็ยกให้ “บ้าน” เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งก็ถูกต้องแล้วผู้คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่ในบ้าน แต่จากสถิติของกรมตำรวจ อาชญากรรมทางเพศ ภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอาคารบ้านเรือนของเรานี่เอง เกิดอะไรขึ้นทำไมข้อมูลทั้งสองจึงขัดแย่งกันเอง เรามาค้นหาความจริงกัน


เจาะลึกลงแต่ละคดี พบว่าคนร้ายส่วนใหญ่ล้วนเป็น “คนนอก” ที่เข้ามาก่อคดีในบ้านของเหยื่อ ซึ่งวางใจใน “ที่มั่น” ของตัวเองจนเผลอปล่อยให้คนร้ายรุกล้ำเข้ามาในบ้านได้ ดังนั้นระบบรหัสสีจึงไม่ผิด ผิดที่เราประมาทเอง Thai self-defense.com จึงขอเสนอกรมธรรม์กันภัย โครงการ 2 เพื่อเป็นแนวทางให้คุณปรับปรุง “ที่มั่น” อันปลอดภัยนี้ให้ปลอดภัยอย่างแท้จริงและตลอดไป


เริ่มจากบริเวณบ้านก่อน ผมเคยแนะนำไว้ในบทความก่อนหน้านี้ถึงวิธีใช้จินตนาการสร้างทักษะ อยากให้คุณลองทำดูอีกครั้ง เลือกวันหยุดสักวันชวนเพื่อนผู้ชายที่ร่างกายแข็งแรงมาที่บ้าน คุณลงกลอนหน้าต่างทุกบาน ล็อกประตูหน้าบ้าน หลังบ้าน ปิดประตูรั่วให้เรียบร้อย คุณใช้จินตนาการสมมุติว่าคุณและเพื่อนเป็นขโมยที่ต้องหาทางเข้าบ้านให้ได้ เหตุที่ผมให้คุณชวนเพื่อนชายที่ร่างกายแข็งแรง เพื่ออาศัยความเห็นของเขาซึ่งเป็นคนนอก ทำให้เขาไม่มีอคติกับบ้านของคุณ เมื่อคุณตั้งโจทย์ให้เขาเป็นขโมยที่ต้องการหาทางเข้าบ้านให้ได้


เนื่องจากเขาแข็งแรงกว่าคุณเขาจึงมองดูระบบความปลอดภัยของบ้านคุณด้วยมุมมองที่แตกต่าง เช่น รั่วบ้านที่คุณปีนไม่ไหว เขาอาจปีนได้สบาย คุณก็จดไว้ว่าต้องเพิ่มเหล็กดัดบนรั่วให้สูงขึ้น กุญแจประตูหน้าที่คุณคิดว่าแข็งแรงเหลือเฟือ เขามองว่าใช้ไขควงงัดทีเดียวก็หลุด คุณก็ต้องเปลี่ยนกุญแจใหม่ให้แข็งแรงขึ้น ระเบียงห้องนอนที่คุณมองจากพื้นรู้สึกสูงสุดเอื้อม เพื่อนคุณอาจเหยียบกระถางบัวเหนี่ยวขอบระเบียงปีนขึ้นไปได้สบาย คุณก็ต้องย้ายกระถางบัวไปทางอื่น หรือลบเหลี่ยมมุมระเบียงอย่าให้มีที่เกาะได้ นอกจากนี้ยังมีอะไรอีกมากมาย ซึ่งอาจทำให้คุณแปลกใจ เช่น ต้นไม้ต้นเล็กๆที่พ่อแม่คุณเริ่มปลูกริมรั่วตอนคุณเกิด ตอนนี้มันโตแผ่กิ่งก้านออกมาให้ขโมยมันเอื้อมมือเข้ามาถอดกลอนประตูหลังได้ง่ายๆ ทุกอย่างที่คุณคิดว่าต้องแก้ไข ต้องรีบจัดการทันทีอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง แล้วก็อย่าลังเลที่จะทำเหล็กดัดครอบหน้าต่างหรือเสริมประตูเหล็กหลังประตูไม้บานเดิม อันทำให้บ้านเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม แต่สังคมสมัยนี้ก็เปลี่ยนไปมากเมื่อครั้งคุณเริ่มซื้อบ้านหลังนี้เหมือนกัน


ดูนอกบ้านแล้ว ตอนนี้มาดูในบ้านบ้าง ห้องที่ควรปรับปรุงก่อน คือ ห้องนอนของคุณเอง มันเป็นหลุมหลบภัยส่วนตัวที่คุณจะหลับได้สนิทที่สุด ถามเพื่อนคุณว่า ห้องคุณแข็งแรงพอหรือไม่ ถ้าเขาพบจุดบกพร่องตรงไหน คุณควรรีบปรับปรุงเสีย เช่น เพิ่มกลอนประตูอีกชุดสองชุดพร้อมโซ่คล้องที่มั่นคง หากคุณติดกล้องวงจนปิดหรือมีโทรศัพท์พื้นฐานควรต่อสายพ่วงเข้ามาในห้องนอน คุณจะได้มีโทรศัพท์สำรองไว้โทรหาตำรวจหรือขอความช่วยเหลือ


จบเรื่องบ้านแล้วก็มาเรื่องคนในบ้าน ดังที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่า อาชญากรรมที่เกิดในบ้านส่วนใหญ่เพราะ “คนนอก” ที่แอบแฝงเข้ามาก่อเหตุ คำว่า “คนนอก” หมายถึง ใครก็ตามที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น อาทิเช่น ญาติทั้งที่ใกล้ชิดและห่างๆ แฟน หรือเพื่อนสนิทของคนในบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง คนรู้จัก คนงานต่อเติมบ้าน ยามหมู่บ้าน คนจดมิเตอร์น้ำ-ไฟ คนล้างแอร์ ฯลฯ คุณต้องตั้งกฎเหล็กให้คนทั้งบ้านทำตาม คือ หากมีคนนอกเข้ามาในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นใคร ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องถือว่าบ้านคุณมีความเสี่ยงอยู่ในรหัสสีเหลืองหรือส้มทันที นั้นคือ ทุกคนในบ้านต้องถือเป็นหน้าที่ที่ต้องสอดส่องอย่างระแวดระวัง หากคนที่เข้ามาในบ้านเป็นคนแปลกหน้าโดยอาจอ้างว่า คนในบ้าน (ที่ไม่อยู่ตอนนั้น) ใช้ให้มา ให้คนในบ้านทำดังนี้ทันที


1. ใช้โทรศัพท์มือถือ ถ่ายรูปคนเหล่านั้นทุกคนแล้วส่งไปยังผู้ถูกอ้างชื่อเพื่อขอคำยืนยัน หากติดต่อไม่ได้ ห้ามคนเหล่นนั้นเข้ามาในบ้านเด็ดขาด


2. หากผู้มาเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาแต่ในบ้านไม่มีผู้ชายอยู่เลย คนที่อยู่ต้องโทรขอคำยืนยันกับเจ้าของบ้าน แล้วอาจโทรตามเพื่อนบ้านหรือยามหมู่บ้านมาเป็นเพื่อน แต่หากติดต่อไม่ได้ ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด


3. หากผู้มาเป็นเจ้าหน้าที่หรืออ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาเพราะมีคนแจ้งเหตุ แต่คนในบ้านติดต่อคนแจ้งเหตุไม่ได้ ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้าเด็ดขาด แล้วต้องโทรตามเพื่อนบ้านหรือยามหมู่บ้านมาเพื่อให้มีคนอยู่มากขึ้น


4. สั่งเด็กคนรับใช้ เด็กวัยรุ่นหรือผู้สูงอายุในบ้าน ว่าหากไม่ได้บอกล่วงหน้าแต่มีใครก็ตามมาอ้างว่ามาส่งของ มาขนของ คนที่อยู่นอกบ้านเกิดอุบัติเหตุให้ไปเยี่ยม อยู่โรงพักให้เตรียมเงินไปประกัน ฯลฯ จะอย่างไรก็ตามให้ติดต่อแจ้งทุกคนให้ทราบเพื่อตัดสินใจ อย่าปล่อยให้ผู้แอบอ้างเข้ามาหรือตามเขาออกไปเป็นอันขาด


เพียงสี่ข้อนี้หากทุกคนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เท่ากับคุณซื้อกรมธรรม์กันภัยที่มั่นคงให้กับบ้านของคุณแล้ว บ้านก็จะเป็นวิมานของคุณไปนานแสนนาน


เรียบเรียงโดย Snap shot

Friday, July 2, 2010

Cops and Knives

Cops and Knives



ตำรวจในอเมริกาส่วนใหญ่นอกจากพกปืนเพื่อการใช้งานในภารกิจประจำวันแล้ว พวกเขายังพกมีดเพื่อการใช้งานทั่วๆไปด้วย มีดยังสามารถใช้เป็นอาวุธสำรอง (Backup weapons) ในยามจำเป็น แต่จะมีสักกี่คนที่ได้รับการฝึกฝนใช้มีดในเชิงต่อสู้ป้องกันตัว และมีการทบทวนการใช้อาวุธที่ตนพกประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคงไว้ซึ่งความสามารถในการใช้อาวุธเหล่านั้น


นาย Michael Janich เป็นครูฝึกสอนการใช้มีดเพื่อการป้องกันตัวให้กับตำรวจ ทหาร และพลเรือน ที่มีชื่อเสียง เขากล่าวว่า ตำรวจต้องการมีด เพราะในหน้าที่การงานแล้วมีดสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ตั้งแต่งานจิปาถะ เช่น ตัดข้าวของเล็กๆน้อยๆเพื่อหาหลักฐานของคดี ไปจนถึงการใช้เพื่อป้องกันตัวจากคนร้ายในระยะประชิด


มีดพับซึ่งสามารถเปิดได้ด้วยมือเดียว (One-handed tactical folder) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานของตำรวจโดยทั่วไป


คำว่า Tactical ไม่ได้หมายความว่า มีดที่ทาสีดำหรือราคาแพงเป็นสองเท่า แต่หมายถึง มีดซึ่งง่ายในการพกพาโดยใช้ที่หนีบกระเป๋ากางเกง (Pocket clip) เป็นมีดที่แข็งแรงและมีระบบล็อกที่เชื่อถือได้ นอกจากนั้นยังต้องสามารถชักมีดและปิดมีดได้ด้วยมือเดียว


ถึงแม้ว่ามีดจะไม่ได้อยู่ในอุปกรณ์หลักของตำรวจ (รัฐไม่จัดหาให้หรือบังคับให้ต้องมี) แต่เมื่อจะพกมีดก็ไม่ควรฝากชีวิตไว้กับมีดคุณภาพต่ำ ราคาถูกๆ ซึ่งในท้องตลาดยังมีมีดที่มีคุณภาพดีแต่ราคาไม่แพงมากอยู่


ตำแหน่งในการพกมีด มี 2 แห่งที่ใช้กันบ่อย คือ พกในกระเป๋ากางเกงด้านมือข้างถนัด (Strong-side pocket) และด้านมือข้างไม่ถนัด (Weak-side pocket)


ประโยชน์ของการพกในกระเป๋าด้านมือข้างถนัด คือ สามารถชักปืนหรือมีดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และใช้วิธีในการป้องกันการถูกแย่งอาวุธออกจากซองปืนหรือที่พกมีดด้วยรูปแบบเดียวกัน


ข้อดีของการพกมีดในกระเป๋ากางเกงด้านมือข้างไม่ถนัด คือ เมื่อคนร้ายเข้ามาแย่งปืนจากซองปืนของคุณ เราสามารถใช้มือข้างถนัดกุมปืนในซองเอาไว้ไม่ให้ถูกดึงออกไปได้ แล้วใช้มืออีกข้างชักมีดออกมาเพื่อใช้งานได้


ส่วนการพกมีดในตำแหน่งอื่น เช่น เหน็บไว้หลังเข็มขัด ใส่ในซองกระสุน หรืออื่นๆ ต่างก็มีข้อดี ข้อเสีย ดังนั้นตัวคุณเองต้องมองหาตำแหน่งในการพกมีดที่เหมาะสม โดยยึดหลักที่ว่า ต้องเป็นตำแหน่งที่ง่ายในการเข้าถึงมีด สามารถชักมีดออกได้อย่างรวดเร็วแม้ในขณะที่กำลังทำการต่อสู้ระยะประชิด


นอกจากนั้นต้องฝึกการพกและทำการชักมีดออกจากที่พกเพื่อใช้งาน ควรใช้มีดซ้อม (Training knives) ซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกับมีดซึ่งเราใช้งานในการฝึกเพื่อความปลอดภัย ห้ามใช้มีดจริงในการฝึกซ้อมกับคู่ซ้อมโดยเด็จขาด


เมื่อมีมีดแล้วก็ต้องเลือกระบบวิชามีดในการใช้ซึ่งมีหลายรูปแบบ ถึงแม้ศิลปะการต่อสู้ที่มีมานาน (Traditional martial arts) จะมีการสอนมีดด้วยก็ตาม เช่น ในญี่ปุ่นมี Tanto-jutsu อินโนนีเซียมี Silat และ Filipino martial arts เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีระบบมีดต่อสู้ของทหาร (Military knife systems) มี Classical Western systems, Systems based on prison tactics และอื่นๆอีกมาก แต่ก็ไม่มีรูปแบบใดเพียงรูปแบบเดียวซึ่งเหมาะสมกับเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องใช้อาวุธหรือประชาชนซึ่งพกมีดเพื่อการป้องกันตัวในสมัยใหม่ เนื่องจากวิชาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาในต่างยุค ต่างสมัย ต่างวัฒนธรรม ต่างสถานการณ์ ต่างจุดประสงค์


ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือมีดนั้น จะเห็นได้ว่าไม่มีรูปแบบใดเพียงรูปแบบเดียวของศิลปะการต่อสู้ (Traditional martial arts) ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบัน ดังนั้นการดึงข้อดีของแต่ละรูปแบบนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เรียกว่า การป้องกันตัวแบบผสมผสาน


ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายหรือประชาชน มีดพับซึ่งเปิดได้ด้วยมือเดียว (One-handed tactical folders) ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการใช้งานทั่วไปและสามารถใช้เป็นอาวุธสำรองได้ในยามจำเป็น ส่วนการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือการใช้มีดนั้นควรเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับยุคสมัย อีกทั้งควรฝึกฝนบ่อยๆจนเกิดทักษะความชำนาญ


Thai self-defense และ Easy Defense Club สอนการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าและมีดโดยอาศัยหลักการของ “การป้องกันตัวแบบผสมผสาน”


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง What you don’t know can hurt you ของ Michael Janich

Friday, June 25, 2010

เรียน Self-defense ฉบับย่อ

เรียน Self-defense ฉบับย่อ



โลกปัจจุบันผู้คนมีกิจกรรมที่ต้องทำมากมายในแต่ละวัน ผมจึงได้รับคำปรารภเช่นนี้เสมอ “ผมอยากฝึกศิลปะป้องกันตัว….. แต่หาเวลาว่างไม่ได้เลย” “ก็รู้อยู่ว่าสังคมไม่ปลอดภัย….. แต่ดิฉันหาเวลาเรียนศิลปะป้องกันตัวไม่ได้เลย” ถ้าเป็นกรณีอื่นผมคงพอแนะนำอุปกรณ์หรือวิธีการใหม่ๆเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ แต่สำหรับคนไม่มีเวลาเล่นกีฬาหรือฝึกฝน Martial Art ผมจนใจจริงๆ เพราะการฝึกกล้ามเนื้อและเพิ่มทักษะ ไม่มีทางลัดเสียด้วย


อย่างไรก็ตามหากใครไม่มีเวลาจริงๆ แต่มุ่งมั่นตั้งใจจะเรียน Martial Art เพื่อป้องกันตัว ผมขอแนะนำให้เรียนครึ่งเดียวก่อน ปกติ Martial Art และ Self-defense ทุกระบบ มักแบ่งการฝึกฝนเป็นสองส่วน คือ รุกและรับ


การรุก คือ ส่วนที่ว่าด้วยการจู่โจมเล่นงานคู่ต่อสู้ด้วยอวัยวะ หมัด เท้า เข่า ศอก หรืออาวุธมีด ไม้ ดาบ ทวน ฯลฯ ด้วยกลยุทธ์หรือวิธีการต่างๆตามแต่ระบบที่คุณเลือกเรียนเลือกใช้


การรับ คือ ส่วนที่ว่าด้วยการใช้อวัยวะมือ เท้า หรืออาวุธที่คุณมีปกป้องตัวคุณให้พ้นจากการทำร้ายของคู่ต่อสู้เมื่อถูกจู่โจม ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีว่า Martial Art และ Self-defense เกือบทุกระบบในปัจจุบันนี้ ต่างใช้กลยุทธ์ตั้งรับที่คล้ายๆกัน ซึ่งผมได้รวบรวมไว้เพื่อให้เข้าใจและจดจำง่าย ผมเรียกว่า “องครักษ์ทั้งแปด” ประกอบด้วย 8 วิธี ดังนี้ครับ


1. ปัด ใช้อวัยวะหรืออาวุธของเราเข้าปะทะจากด้านข้างไปยังแขน ขา หรืออาวุธของคู่ต่อสู้ ทำให้แรงกระทำหรืออาวุธของคู่ต่อสู้เบี่ยงเบนออกจากเป้าหมาย


2. ป้อง ใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ป้องกันยกขึ้นกั้นระหว่างแรงกระทำจากคู่ต่อสู้กับตัวเรา ไม่ให้แรงกระทำหรืออาวุธของคู่ต่อสู้กระทบเป้าหมายที่ตัวเราได้


3. เกี่ยว ใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ใดๆ เหนี่ยวนำจากด้านข้างของแขน ขา หรืออาวุธของคู่ต่อสู้เพื่อเบี่ยงเบนแรงนั้น ให้คลาดจากเป้าหมายและเปลี่ยนทิศทางไปตามที่เราต้องการ


4. กัน เป็นกิริยาซึ่งเกิดต่อเนื่องจากการปัดและเกี่ยว เมื่อแรงกระทำโดยคู่ต่อสู้เบนออกจากเป้าหมายแล้ว เราใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ใดๆกั้นไว้ไม่ให้คนร้ายตอบโต้กลับมาที่เราได้อีก


5. กุม เป็นกิริยาซึ่งเกิดต่อเนื่องจากการปัด การเกี่ยวและการกัน วิธีการคือ ใช้มือหรืออุปกรณ์ใดๆเกาะกุมอวัยวะหรืออาวุธที่พุ่งมาทำร้ายเรา จุดมุ่งหมายคือ เพื่อควบคุมแรงกระทำจากคู่ต่อสู้โดยสิ้นเชิง


6. สกัด เป็นเทคนิคที่มุ่งกระทำต่อแนวเส้นทางส่งกำลังมายังอาวุธที่มุ่งทำร้ายเรา ด้วยทฤษฎีที่ว่า แรงในการโจมตีได้จากสองเท้าที่ยืนบนพื้นอย่างมั่นคง ส่งกำลังต่อมาตามปลายเท้าผ่านสะโพก เอว เข้ามาที่ไหล่ ไหลไปตามแขน ผ่านศอก ถึงข้อมือไปที่สองมือ ถ้ามือถืออาวุธแรงนิ้วก็จะผ่านจากมือไปที่อาวุธ เพื่อส่งอาวุธนั้นสู่เป้าหมาย เทคนิคสกัดจะมุ่งโจมตีตามแนวส่งแรงที่ว่านี้ เช่น คู่ต่อสู้ชกหมัดขวาใส่ใบหน้าเรา โดยเราไม่กันหมัดแต่ยกเท้าถีบสกัดไปที่เข่าข้างใดข้างหนึ่งของคู่ต่อสู้ ทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บและเสียการทรงตัว แรงที่ส่งมาที่หมัดถูกสกัดกั้น หมัดนั้นก็หมดแรงปะทะหรือเสียทิศทางไม่โดนเป้าหมาย


7. ถอย ในการใช้อาวุธเข้าทำร้าย ไม่ว่าจะเป็น หมัด เท้า เข่า ศอก หรืออาวุธใดๆก็ตาม มันมีระยะอันตรายไม่เท่ากัน เมื่อถูกโจมตีวิธีการป้องกันตัวอย่างหนึ่งซึ่งใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ถอยให้พ้นระยะอันตรายของอาวุธนั้นๆ การถอยในความหมายของผม คือ การเคลื่อนเป้าหมายให้พ้นจากแนวแรงหรือพ้นระยะอันตรายของอาวุธนั้นๆ ไม่ว่าคุณจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไปข้างๆ เฉียงๆหรือไปข้างหลังก็นับเป็นการถอยทั้งสิ้น


8. คล้อยตาม มีลักษณะคล้ายๆเทคนิคเกี่ยว หมายถึงการส่งแรงของเราเข้าร่วมกับแรงกระทำผ่านการกุมแล้วชักนำแรงกระทำไปในทิศทางที่เราต้องการ


ทั้ง 8 กลยุทธ์นี้อาจใช้เดี่ยวๆหรือจับกลุ่มเป็นสองเป็นสามกลยุทธ์ใช้ต่อเนื่องกันก็ได้ หากเรียนรู้ทั้ง 8 กลยุทธ์แล้วใช้ให้คล่อง ก็สามารถจะป้องกันตัวได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยคู่ต่อสู้ก็เล่นงานคุณได้ไม่ง่ายนัก ส่วนคุณจะตอบโต้กลับอย่างไรก็ขึ้นกับตัวคุณเองว่ามีทักษะในการต่อสู้แค่ไหน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเรียนระบบไหน คุณก็รบเร้าให้ครูของคุณสอนส่วนนี้ให้ก่อน ฝึกให้คล่องไว้ก่อน ต่อจากนั้นถึงไม่มีเวลาฝึกส่วนอื่นก็นับว่ามีต้นทุนแห่งความปลอดภัยไว้ส่วนหนึ่งพออุ่นใจ


เรียบเรียงโดย Snap shot

Friday, June 18, 2010

Buzz Saw Mind Set

Buzz Saw Mind Set



ในการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมีดนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องคิดไว้ในใจเสมอก็คือ โจมตีสิ่งที่อยู่ในระยะมีดของเรามากที่สุดไว้ก่อน คล้ายกับโต๊ะเลื่อยไม้ของฝรั่งที่มีใบเลื่อยกลม (Buzz saw) โผล่ออกมาจากกลางโต๊ะ ถ้าเราดันแผ่นไม้เข้าไปมันก็จะตัดไม้ออกเป็นสองท่อนทันที (ไม้ที่อยู่ในระยะของใบเลื่อยเท่านั้นที่ถูกตัด) เราจึงเรียกหลักการแบบนี้ว่า Buzz Saw Mind Set


อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่อันเกิดจากการต่อสู้ด้วยมีดนั้น มีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจเสมอ บางครั้งแม้จะเป็นบาดแผลเล็กน้อยมีผลต่อร่างกายไม่มากแต่อาจมีผลทางจิตใจสูง เช่น บริเวณใบหน้า ซึ่งอาจทำให้คนร้ายถอดใจยอมถอย เลิกคิดที่จะมาทำร้ายเราอีกทำให้การต่อสู้สิ้นสุดลง


หลัก Buzz Saw Mind Set ในการต่อสู้ด้วยมีดนั้น ไม่ว่าคนร้ายจะยื่นส่วนหนึ่งส่วนใดเข้ามาอยู่ในระยะที่มีดของเราสามารถทำอันตรายได้ ก็ให้รีบโจมตีไปยังตำแหน่งนั้นทันที ไม่ว่าจะเป็นการปาดฟัน (Slash) สะบัดมีด (Snap cut หรือ Hack) หรือแทง (Stab หรือ Thrust) ขึ้นอยู่กับจังหวะ เราไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาคอยจะโจมตีเฉพาะตำแหน่งที่สำคัญของร่างกายคู่ต่อสู้หรือจ้องแต่จะโจมตีเพื่อให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์เท่านั้น บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ทำให้เราได้เปรียบคู่ต่อสู้ทั้งสิ้น


หากคนร้ายยังไม่ยอมแพ้การบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆในตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นมือข้างที่ถือมีด ใบหน้า แขน ขา สะสมมากขึ้นเรื่อยๆล้วนมีผลกระทบต่อความสามารถในการจับอาวุธ การเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ของคนร้าย ทำให้เราเป็นฝ่ายได้เปรียบมากขึ้น


ในการป้องกันตัวนั้นเราคงไม่ต้องการที่จะทำร้ายคู่ต่อสู้จนถึงแก่ชีวิตโดยไม่จำเป็น หลักการ Buzz Saw Mind Set นี้หากเราใช้ได้ดี จะทำให้คนร้ายถอดใจยอมถอยไปก่อนที่การต่อสู้จะรุนแรงมากขึ้น


นอกจากนั้นไม่ว่าคนร้ายจะใช้มือเปล่าหรืออาวุธใดก็ตามในระยะประชิด เราสามารถนำหลัก Buzz Saw Mind Set ไปปรับใช้ได้เช่นกัน


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman

Friday, June 11, 2010

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย



เคยยืนยันไว้หลายครั้งว่า ทักษะความสามารถในการต่อสู้ไม่ว่าจะสูงส่งแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับความระแวดระวัง และความเชี่ยวชาญในการอ่านสัญญาณภัย ซึ่งคอยเตือนเราให้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่รอเล่นงานเราอยู่ แต่สัญญาณที่ว่านั้นคืออะไร มาลองศึกษากันดู


สัญญาณภัยที่ส่งมามีรูปแบบต่างๆกัน ทั้งรูป รส กลิ่น เสียงและการสัมผัสด้วยผิวกาย ครั้งนี้ขอกล่าวถึงรูปแบบที่ง่ายที่สุดก่อน คือ ภาษาพูด ผมรวบรวมประโยคหรือวลีซึ่งเปรียบเหมือนสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า ผู้พูดประโยคเหล่านี้มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง


1. “เคลียร์” เช่น “เสี่ยหนุ่มพกปืนไปเคลียร์กับเพื่อนบ้านเรื่องนกร้องหนวกหู ที่สุดชักปืนยิงเป็นศพ”, “โจ๋จอดรถเคลียร์คู่อริเรื่องแย่งแฟนสาว เลยถูกแทงดับ”, “หนุ่มขอเคลียร์สาวบอกเลิก ที่สุดยิงสาวตาย ตัวสาหัส” เราได้พบได้เห็นคำเหล่านี้ในข่าวบ่อยมาก ขอเตือนว่าถ้าหากได้ยินคำนี้ให้ระวังตัวให้จงหนัก ไม่ว่าคุณจะถูกเรียกไปเคลียร์หรือเรียกใครมาเคลียร์ก็ตาม


2. “ฝากไว้ก่อน” เวลาใครสักคนพลาดท่ารู้ตัวว่าไม่มีทางเรียกร้องอะไรได้ แล้วกล่าวคำนี้ทิ้งท้ายก่อนจากไป คู่กรณีของเขาต้องตระหนักว่าไม่ใช่คำอวยพรแน่นอน แต่เป็นสัญญาณเตือนว่านับแต่นี้เขาจะลงใต้ดินแอบเล่นลับหลังรอเวลาเอาคืน


3. “เดี๋ยวเจอกัน” เช่น “โจ๋ชกกันในผับ ฝ่ายน้อยกว่าสู้ไม่ได้ หนีกระเจิงกลับไปก่อน ทิ้งท้าย “เดี๋ยวเจอกัน” ฝ่ายชนะดื่มกินกันต่อจนผับเลิกเดินออกมา พบคู่อริพร้อมพวกนับสิบ ไล่แทงตาย 2 สาหัส 3” เด็กพวกนี้ไม่มีสำนึกระวังภัยเสียเลย ลองคิดดูถ้าคุณมีเรื่องทะเลาะกับใคร แล้วพวกน้อยกว่าต้องเผ่นหนีกล่าวทิ้งท้าย “เดี๋ยวเจอกัน” ถามว่าเขาจะกลับบ้านไปนอนรึ หรือจะกลับไประดมพวกพ้องมารอเอาคืน ใครได้ยินคำนี้แล้วยังนอนใจ กินดื่มรอที่เดิมเท่ากับตั้งอยู่ในความประมาทอย่างร้ายแรง


4. “อย่าอยู่เลย(คุณ)!” หากคนสองคนโต้เถียงกันอย่างรุนแรง แล้วฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอุทานคำนี้ออกมา อีกฝ่ายถ้าเป็นคนมีสัญชาติญาณระวังภัย ต้องรู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามตั้งใจจะมีเรื่องอย่างแน่นอน ต้องรีบตั้งรับให้ทันกาล หรือแม้คุณเองไม่ได้ทะเลาะกับใครอยู่ก็ตาม แต่มีใครคำรามคำนี้ให้เข้าหู เขากำลังส่งสัญญาณว่าจะเล่นงานใครสักคน ต้องมองหาคนพูดให้เจอแล้วตั้งรับให้ดี เพราะคนที่เขาจะเล่นงานอาจเป็นคุณก็ได้


5. “ตกลง(คุณ)จะ.....แน่ใช่ไหม” หากคู่เจรจาของคุณกล่าวคำนี้ออกมาแสดงว่าเขาตัดสินใจจะเล่นงานคุณแล้ว แต่ใช้วิธีส่งปุ่มกดระเบิดให้คุณเลือก คำตอบของคุณจะเป็นดังรหัสส่งให้ระเบิดทำงานหรือยกเลิกไป ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าพร้อมรับสถานกาณ์แล้วหากคำตอบของคุณไม่เป็นที่พอใจของคู่กรณี


6. “แล้วจะทำไม.....ช่วยไม่ได้” สองวลีนี้เป็นเหมือนสลักระเบิดที่ถูกดึงออกนั้นเอง เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวคุณกับคู่กรณี หากคุณเป็นคนกล่าวก็ขอให้รู้ว่าคุณเพิ่งส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเล่นงานคุณได้เลย หรือถ้าคู่กรณีของคุณเป็นคนกล่าวก็แสดงว่าการเจรจาโดยสันติวิธีได้จบลงแล้ว หากคุณยังเซ้าซี้เขาอาจเล่นงานคุณได้ทุกเมื่อ เพราะเขาได้ประกาศสงครามไปแล้ว


วลีเหล่านี้เป็นเหมือนสัญญาณภัยที่ดังขึ้นก่อนมหันตภัยจะโถมมาหากคุณอยู่แถวนั้น หรืออยู่ใกล้ๆกับผู้ที่กล่าวคำเหล่านี้ ต้องตื่นตัวทันที ตั้งรับไว้แต่ไม่ได้ใช้ยังดีกว่าโดนเล่นงานโดยไม่ได้ตั้งตัว

เรียบเรียงโดย Snap shot
 

Samsung LCD televisions