Thursday, September 22, 2011

ถามจริง... ตอบตรง (2)


ถามจริง... ตอบตรง (2)

กล่าวไว้แล้วว่าช่วงนี้จะนำคำถามของใครต่อใครที่เคยตอบสดๆมารายงานทบทวนให้ได้อ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่มีคำถามเหมือนกัน

ถาม ผมเริ่มฝึกช้ากว่ารุ่นพี่ๆเขาร่วมปี ซ้อมคู่กันทีไรถูกต้อนเป็นหมูทุกที น่าอายจัง ทำอย่างไรผมถึงจะเอาชนะพวกเขาได้บ้าง

ตอบ ไม่มีทางที่คุณจะก้าวล้ำหน้าคนอื่นได้ ถ้าคุณยังเข้าแถวเดินเป็นขบวนตามกันไปอย่างนี้ สุภาษิตจีนว่า “ทนทุกข์เหนือทุกข์ จึงเป็นคนเหนือคน” คุณเคยทุ่มเทเวลาและหยาดเหงื่อฝึกซ้อมมากกว่าคนอื่นหรือไม่ คุณเคยสละเวลาอ่านหนังสือ ดู VCD สาธิตเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและแก่นแท้ของสิ่งที่คุณกำลังฝึกฝนเรียนรู้หรือไม่ หากคุณไม่ทุ่มเทให้มากกว่าคนอื่นคุณย่อมไม่อาจพัฒนาทักษะให้ทันเขาได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีเพื่อชัยชนะในการแข่งขัน การต่อสู้ทุกชนิด อีกอย่างคือ คุณต้องศึกษาและใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าใกล้เป้าหมายของคุณ ในกรณีนี้ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อ

1. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะสมกับความสามารถ คุณถามผมว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ คุณนิยามคำว่าชนะไว้อย่างไร ถ้าหมายถึงคุณไล่ต้อนรุ่นพี่คุณจนน็อคเอ๊าหมดสภาพยังงั้นก็จบกัน คุณไม่มีทางบรรลุเป้าหมายได้ ลองตั้งเป้าหมายใหม่ เอาเป็นว่าคุณรับมือรุ่นพี่ของคุณได้จนหมดเวลาโดยไม่แพ้อย่างนี้ง่ายกว่าหรือไม่ ถ้ายังยากไปก็เลื่อนเป้าหมายให้ใกล้เข้ามาอีกนิด เช่น เลื่อนเวลาพักให้เร็วขึ้น พักให้นานขึ้น เป็นต้น คุณต้องประเมินศักยภาพของตัวเองอย่างยุติธรรม แล้วกำหนดเป้าหมายที่มีทางเป็นไปได้ถึงจะสำเร็จ

2. อย่าลงแข่งขันด้วยกติกาของคนอื่น มนุษย์ถูกความยะโสและทิฐิอันโง่เขล่าผลักดันให้โดดลงสู่การเปรียบเทียบแข่งขันโดยไม่เฉลียวใจว่าตนเองกำลังเสียเปรียบด้วยเงื่อนไขกติกาต่างๆ อย่างคุณคิดจะเอาชนะรุ่นพี่ที่มีทักษะล้ำหน้าไปเป็นปีโดยใช้เทคนิคและทักษะที่เรียนจากแหล่งเดียวกัน ย่อมเป็นไปได้ยาก ถ้าคุณคิดจะเพิ่มโอกาสชนะ คุณต้องดึงคู่ต่อสู้ของคุณมาแข่งขันในกติกาหรือทักษะหรือเงื่อนไขที่คุณถนัด เริ่มด้วยการ “อ่าน” คู่แข่งของคุณก่อน ดูลักษณะภายนอกหาว่ามีจุดอ่อนอะไรบ้าง ลักษณะภายนอกจะบอกถึงจุดอ่อนของบุคคลได้คร่าวๆ เช่น คนตัวสูงมักมีปัญหาเรื่องจัดระเบียบร่างกายแขนขา เนื่องจากแขนขายาวการส่งกำลังจากร่างกายออกไปมักจะไม่สะดวกและช้ากว่าปกติ ช่วงล่างจากเอวลงไปมักมีจุดอ่อนให้เล่นงานได้ง่ายกว่า คุณเสียเปรียบเรื่องความสูงแต่ถ้าคุณย่อตัวลงต่ำแล้วจู่โจมแขนขาคู่ต่อสู้ก็มีโอกาสทำคะแนนตีตื้น อีกอย่างถ้าคู่ต่อสู้มีน้ำหนักมากๆหรืออ้วน ถึงแม้จะมีกล้ามเนื้อเยอะแต่จะยืนระยะได้ไม่นานเพราะหัวใจทำงานหนักเนื่องจากการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายที่ใหญ่โต แล้วขาจะอ่อนแอเพราะรับน้ำหนักมาก ถ้าคุณผอมกว่าก็จะได้เปรียบเรื่องความคล่องแคล่ว ถ้าเคลื่อนที่ไปรอบๆใช้ความเร็วโจมตีร่างกายส่วนล่าง อย่าปล่อยคู่ต่อสู้ประชิดตัวคุณได้ ในระยะยาวคุณอาจทำคะแนนเอาชนะได้ เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างเพื่ออธิบายให้คุณเข้าใจว่า การต่อสู้หรือแข่งขันใดๆ ไม่ใช่เรื่องของการโหมใช้กำลังเข้าปะทะกันอย่างเดียว แต่ชัยชนะเกิดจากการผสมผสานระหว่างยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างลงตัว ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด ผู้แพ้ก็อ่าจไม่ใช่คนที่มีทักษะด้อยที่สุด การฝึกฝนยุทธวิธีและศึกษายุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ก็อาจไม่ช่วยให้คุณชนะเลิศ แต่จะช่วยให้คุณแพ้ยากขึ้น และถ้าคุณวางเป้าหมายไว้ที่การ “ไม่แพ้” แทนการ “ชนะ” แค่นี้คุณก็ “ชนะ” แล้ว

            “ไม่มีเรื่องอย่าออกไปหาเรื่อง มีเรื่องอย่ากลัวมีเรื่อง”

                                                                                                เรียบเรียงโดย Snap shot

Thursday, September 15, 2011

ถามจริง... ตอบตรง (1)


ถามจริง... ตอบตรง (1)

เมื่อทำหน้าที่เขียนบทความแบ่งปันความรู้ใน Thai self-defense ผมได้รับคำถามมากมาย ส่วนใหญ่ผมให้คำตอบในทันทีเพื่อไขข้อข้องใจแก่ผู้นั้น ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ซึ่งผมก็เน้นย้ำว่าผู้ฟังจะต้องใช้วิจารณญาณให้ดี เพราะความเห็นบางอย่างก็อาจผิดพลาดได้เช่นกัน ครั้งนี้จะขอยกคำถามของคนขี้สงสัยมาตอบให้ ช่วยกันลองพิจารณาอีกครั้ง

ถาม คุณเคยบอกว่านอกจากป้องกันตัวแล้ว การฝึก Martial Arts หรือ Self-defense ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมาย มันคืออะไรกันแน่

ตอบ ทางกายภาพ เด็กที่ออกกำลังกายโดยการฝึก Martial Arts ตั้งแต่เล็กจะมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด สามารถจัดระเบียบร่างกายแขนขาได้ดีกว่าเด็กในวัยเดียวกัน มีสมาธิดี มีวิธีคิดย่างเป็นระบบ และมีการเติบโตทางร่างกายที่ชัดเจน ในวัยรุ่น วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างไร หลังจากการฝึกสักพักคุณจะรู้สึกได้ว่ามีร่างกายที่กระชับคล่องแคล่วขึ้น แม้ไม่มีกล้ามเนื้อล่ำสันเหมือนเข้าฟิตเนสหรือยิมเพาะกาย แต่ก็แข็งแรงขึ้นว่องไวขึ้น ยิ่งถ้ามีการควบคุมอาหารอย่างถูกวิธีร่วมด้วย น้ำหนักคุณจะลดลงได้แน่นอน การฝึกซ้อมเป็นประจำอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง วันละ 1 – 2 ช.ม. อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะภายในมีสมดุลดี ทำให้สามารถควบคุมโรคประจำตัวบางอย่างได้ เช่น ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, อาการนอนไม่หลับ, ปวดหัว, เบื่ออาหาร, หวัด เป็นต้น

ทางจิตวิทยา การออกกำลังกายโดยการเล่นกีฬาทั่วๆไป หรือการสร้างกล้ามเนื้อจากการเข้าฟิตเนสหรือยิมเพาะกายอาจทำให้คุณมีร่างกายล่ำสันกล้ามเนื้อใหญ่โต แต่ไม่ได้แสดงว่าคุณจะสามารถใช้เรี่ยวแรงนั้นในการต่อสู้ป้องกันตัวได้ เพราะไม่ได้เรียนรู้หรือฝึกฝนวิธีการหรือท่าทางในการใช้กำลังปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ยิ่งไม่ได้รับการฝึกจิตใจให้พร้อมเผชิญกับความรุนแรงในการต่อสู้กันแล้ว กล้ามเนื้อที่มีก็แทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง สำหรับผู้ฝึก Martial Arts หรือ Self-defense เพื่อใช้ในการป้องกันตัวจริงๆจะได้รับการย้ำเตือนให้ตระหนักว่าคนร้ายบนท้องถนนไม่ยึดถือกติกาใดๆ นอกจากความมุ่งมั่นจะทำร้ายเราให้ได้เท่านั้น อีกทั้งกริยาท่าทางที่ใช้ในการฝึกจะทำให้เรา คุ้นเคยและเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ป้องกันตัวในสถานการณ์จริง

สำหรับผู้สูงอายุที่หันมาฝึก Martial Arts เพื่อออกกำลังกายคุณจะพบว่า การออกท่าทางและการเคลื่อนไหวที่ถูกวิธีจะทำให้คุณใช้เรี่ยวแรงที่มี ออกอาวุธปัดป้องหลบพ้นจากการโจมตีด้วยหมัดเท้าเข่าศอก หรืออาวุธต่างๆจากคู่ฝึกอย่างได้ผล มิหนำซ้ำยังสามารถคว้าจับ ล็อก ทุ่ม คู่ฝึกที่อาจอายุน้อยกว่าคุณลงนอนกับพื้นได้อย่างไม่ยากเย็น

ความรู้สึกที่ได้รับตีราคาเป็นเงินทองไม่ได้เลย คุณรู้สึกได้ถึงความคล่องแคล่ว กระตือรือร้นของวัยหนุ่มที่กลับคืนมา คุณไม่ต้องการการประคับประคองจากลูกหลานหรือการเอาใจใส่กังวลจากคนรอบข้างอีกต่อไป ตรงกันข้ามญาติพี่น้องเพื่อนฝูงกลับรู้สึกว่าสามารถพึ่งพิงคุณได้มากกว่าเดิม ลูกหลานจะไม่มองว่าคุณเป็นภาระเหมือนอย่างเคย คุณยืนบนลำแข้งของตัวเองได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม ความรู้สึกนี้เงินทองซื้อไม่ได้ แต่คุณใช้หยาดเหงื่อของคุณแลกมา คุ้มค่าแน่นอน

“ครูที่ดีสอนทุกอย่างที่ท่านรู้ ครูที่ฉลาดสอนเท่าที่ศิษย์ควรรู้”

                                                                                                เรียบเรียงโดย Snap shot

Thursday, September 8, 2011

Knife Fighting Principles


Knife Fighting Principles

William Edwart Fairbairn  (W. E. Fairbairn) เป็นนายทหารอังกฤษ (นาวิกโยธิน) เคยเป็นนายตำรวจ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและการต่อสู้ระยะประชิด (Close Quarter Combat) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1885-1960 เขาเคยทำงานเป็นตำรวจสากลที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและอาวุธมีดจากอาจารย์หลายท่านในขณะนั้น เขาได้พัฒนามันมาสู่รูปแบบการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่ชื่อ Defendu

เขามีประสบการณ์การต่อสู้ระยะประชิดกับคนร้ายมาหลายร้อยครั้งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ทำงานในหน้าที่นี้ ได้รับการยอมรับให้เป็นครูฝึกตำรวจปราบจลาจลของนครเซี่ยงไฮ้ มีส่วนร่วมในการออกแบบการฝึกยิงปืนให้กับตำรวจหลายหลักสูตร และร่วมออกแบบเสื้อเกราะกันกระสุนในสมัยนั้น

จนกระทั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงถูกเรียกตัวกลับมารับใช้ชาติ ได้เป็นครูฝึกร่วมกับ Eric Sykes ซึ่งทั้งคู่สอนหน่วยรบพิเศษของอังกฤษ สหรัฐและแคนนาดา เกี่ยวกับการต่อสู้ระยะประชิด การยิงปืน และการต่อสู้ด้วยมีด พวกเขาทั้งสองได้ออกแบบมีดต่อสู้ที่มีชื่อเสียงมากในช่วงเวลานั้น คือ Fairbairn-Sykes Fighting Knife หรือ F-S fighting knife หรือ Commando knife นอกจากนั้นยังได้เขียนตำราเกี่ยวกับการยิงปืนและการต่อสู้ป้องกันตัวไว้หลายเล่ม ซึ่งเล่มหนึ่งที่โด่งดังมากก็คือ Complete Book of Knife Fighting ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1975

เขาได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธมีดไว้อย่างน่าสนใจ

-          ท่ายืนเตรียมพร้อมที่ดีควรงอเข่าและสะโพกเพื่อให้สามารถยืดหยุ่นได้ดี

-          การถือมีดด้วยมือข้างถนัดโดยนิ้วโป้งเหยียดยาวทาบอยู่บนด้ามมีด และมีดวางอยู่บนนิ้วชี้ระหว่างข้อแรกและข้อกลาง ส่วนนิ้วทั้งสามที่เหลือกำรอบด้ามมีด อย่างไรก็ตามลักษณะการกำด้ามมีดนี้อาจแตกต่างจากนี้ได้บ้างขึ้นกับขนาดของนิ้วแต่ละคน ขอให้ทดลองถือกำด้ามมีดให้แน่นเพียงพอ ในบางครั้งอาจเหยียดนิ้วโป้งไปวางบนสันมีดเลยก็ได้

-          การกำด้ามมีดโดยปกติจะค่อนข้างหลวมๆเพื่อให้ผ่อนคลายไม่เกร็งจนเกินไป เมื่อต้องทำการฟันหรือแทงจากด้านไม่ถนัดไปด้านถนัดให้กำแน่นขึ้นโดยใช้พลังจากทุกนิ้ว แต่นิ้วที่สำคัญที่สุดในการควบคุมมีดก็คือ นิ้วโป้ง (ให้พลัง) และนิ้วชี้ (ให้ความแม่นยำ)

-          ในการต่อสู้กับภัยคุกคามที่ใช้มีดด้วยกัน มือทั้งสองข้างของเราไม่ควรอยู่ต่ำกว่าสะดือหรือสูงกว่าหัวไหล่ของเรา

-          หากต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้มากกว่าหนึ่งคนควรหลีกเลี่ยงการแทง เพราะเมื่อเราแทงจนสุดมือจะทำให้เราเปิดพื้นที่ส่วนใหญ่ของลำตัวให้กับคู่ต่อสู้คนอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เราถูกโจมตีได้ง่าย

-          ไม่ควรปล่อยให้ภัยคุกคามที่มีอาวุธมีดในมือเข้ามาใกล้กว่าระยะ 5 ฟุต เพราะช่วงยาวของแขนรวมกับมีดในมือของภัยคุกคามก็อาจยาวประมาณ 3 ฟุตเข้าไปแล้ว ดังนั้นเราจะมีระยะเหลือประมาณ 2 ฟุต ก็จะถึงตัวเราซึ่งยากแก่การป้องกัน ดังนั้นมีทางเลือก 2 ทาง อย่างแรกหากคุณติดอาวุธก็จงใช้อาวุธ หรือไม่ก็หันหลังแล้ววิ่งหนี

จะเห็นได้ว่าวิชาการใช้อาวุธมีดนั้นจะมีหลักใหญ่ๆที่เหมือนกันแต่แตกต่างในรายละเอียด จึงทำให้การใช้อาวุธมีดนั้นมีความหลากหลายมาก

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”

                                                                เรียบเรียงโดย Batman
                                                                        อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง The Fairbairn Manual of Knife Fighting ของ W. E. Fairbairn

Friday, August 19, 2011

ไม่น่าเลย


ไม่น่าเลย

หลายสัปดาห์ก่อนอาจยังไม่ลืมข่าวดังข่าวนี้เป็นข่าวของชายสองคนที่ขับรถปาดหน้ากันไปมาบนถนน ในที่สุดรถก็ชนกัน ต่างจอดรถเพื่อไป “เคลีย์” กับคู่กรณี ตามคำให้การลูกชายของคนขับรถฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอายุ 60 กว่าปีได้ลงจากรถไปเผชิญหน้าคู่กรณี ยังไม่ทันได้ระบายโทสะอะไร ก็ถูกอีกฝ่ายซึ่งอายุ 30 กว่าปี ใช้มีดที่พกติดตัวมาแทงเสียชีวิต ขอถามว่าท่านทั้งหลายเมื่อเสพข่าวนี้แล้ว ได้คติสอนใจอะไรบ้าง สำหรับผมเองได้แต่ปลงกับคู่กรณีทั้งสองว่า “ไม่คุ้มเลย” เพราะไม่อาจอดทนต่อการยั่วยุเพียงเล็กน้อย ไม่อาจปล่อยวางโทสะที่เข้าเกาะกุมจิตใจ ปล่อยให้มันเผาผลาญชีวิตและอนาคตเสียสิ้น ทั้งยังทำลายความสุขของครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ของทั้งสองฝ่ายที่ต้องทนอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจเมื่อสูญเสียบุคคลอันเป็นเสาหลักของครอบครัวไปด้วยสาเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายฉุกคิดสักนิดว่า “จะเกิดอะไรกับอนาคตของฉันถ้าฉัน...มัน” จุดไข่ปลาในประโยคข้างต้น คู่กรณีทั้งสองก็เติมคำกริยาที่อยากทำลงไป จะพบว่าสิ่งที่เราจะพบเจอหลังจากการกระทำที่ไร้สติตามอารมณ์นั้นไม่คุ้มเลย การให้อภัยและอดทนอดกลั้นจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ฝ่ายที่อายุมากในข่าวกล่าวว่าเพิ่งกลับจากการทำบุญที่วัดด้วยซ้ำ แต่กลับถูกยั่วยุเพียงเล็กน้อยก็ลุแก่โทสะ ลืมวัย ลืมสังขาร ลืมตัว ต้องบุกเข้าหาเพื่อสนองตอบโทสะของตัวเองให้ได้ คิดแต่จะเล่นงานคู่กรณีเลยลืมระมัดระวังป้องกันตัว ผลคือ ถูกอีกฝ่ายใช้อาวุธแทงเสียชีวิต

ส่วนอีกฝ่ายอายุแค่ 30 กว่าปี ซึ่งนับว่ามีความรักชอบในอาวุธมีด ให้การกับตำรวจว่า พกมีดติดตัวไว้ประจำเป็นปกติ แต่คงไม่เคยอ่านบทความใน Thai self-defense ซึ่งเตือนอยู่เสมอว่า “มีอาวุธ พกอาวุธ ถืออาวุธ ต้องมีสติด้วย” เพราะอาวุธทุกชนิดเมื่ออยู่ในมือของผู้ขาดสติแล้วก็อาจก่ออันตรายต่อตนเองและผู้อื่นอย่างคาดไม่ถึง ในทางจิตวิทยาอาวุธโดยสภาพเป็นตัวแทนของอำนาจและความก้าวร้าวรุนแรงเสมอ ดังนั้นใครที่ชื่นชอบในงานศิลป์ของศาสตราวุธจนอดไม่ได้ ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนหรือแสวงหามาพกติดตัวไว้ประจำ ก็ต้องสำรวจใจของตัวเองให้ดีก่อนว่ามี “สติ” พอจะรับมือกับการท้าทาย ยั่วยุในรูปแบบต่างๆได้หรือไม่ หากไม่มั่นใจแล้วละก็ควรเก็บอาวุธอันตรายเหล่านี้ไว้ชื่นชมที่บ้านน่าจะเหมาะสมกว่า แต่ในคดีนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเลือกตามใจตัวเอง ไม่ได้คิดถึงผลสุดท้ายที่ตามมา ไม่ว่าฝ่ายไหนจะแพ้หรือชนะ คนที่แพ้แน่ๆ คือ บุคคลในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง บุคคลอันเป็นที่รัก ฯลฯ ที่ทั้งสองฝ่ายทิ้งไว้เบื้องหลัง

เหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายอาทิตย์ หลายคนอาจจะลืมไปแล้วหรือพยายามจะลืม แต่ผมขอให้ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ ขอให้ทำเหมือนผม ขอให้ทบทวน คิดถึงเรื่องนี้ ซ้ำๆ บ่อยๆ เพื่อไม่ให้ลืมอย่างเด็ดขาด เพราะ

“คนโง่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง แต่คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น”

                                                                                                เรียบเรียงโดย Snap shot

Sunday, August 14, 2011

Training Knives




Training Knives


อีกไม่นานนี้ทางคุณ Snap Shot จะจัดทำมีดซ้อมซึ่งทำจากอัลลอยด์หนา 6 ม.ม. อย่างดีโดยอาศัยมีดต้นแบบ Karambit 2 รุ่น และ มีดใบ Tanto 1 รุ่น หากมีผู้รักการฝึกมีดท่านใดสนใจมีดซ้อมอย่างดี สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่คุณ Snap Shot โทร. 081-636-7296 (โทรด่วน! จัดทำจำนวนจำกัด)

Thursday, August 11, 2011

Chinese Military Knife Fighting (2)


Chinese Military Knife Fighting (2)

การเคลื่อนที่ซึ่งมีความสำคัญมากในลำดับต้นๆของการต่อสู้ด้วยมีดก็คือ การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเข้าหาคู่ต่อสู้ (Move forward) ซึ่งมีประโยชน์อยู่สองอย่าง คือ

-          มันค่อยๆสอนให้ทหารมีความก้าวร้าวมากขึ้น

-          ทำให้ระยะห่างของคุณกับคู่ต่อสู้ใกล้เข้ามา เข้าไปอยู่ในระยะของคู่ต่อสู้และเริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อไป

มีหลักทั่วไปอยู่ข้อหนึ่ง คือ ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ก็ให้ “จู่โจมคู่ต่อสู้ (Attack)” ไม่ได้หมายความให้คุณบุกโจมตีอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะมันอาจเป็นการกระทำที่โง่และอันตรายได้ การก้าวเท้าไปด้านข้างหรือถอยหลังบ่อยครั้งมันไม่ได้ทำให้คุณเสียเปรียบและยังสร้างโอกาสชนะได้อีกด้วย เป็นการเรียนรู้ที่จะถอยไม่ว่าจะเป็นการถอยเฉพาะบางส่วนของร่างกายหรือทั้งหมด นอกจากนั้นการป้องกันมักตามมาด้วยการโจมตีซึ่งอาจตัดสินการต่อสู้ได้เลยทีเดียว

การต่อสู้ด้วยมีดนั้นจะใช้ทุกส่วนของร่างกายในการโจมตี ไม่ใช่ใช้แต่มีดเพียงอย่างเดียว การต่อย เตะหรืออื่นๆล้วนมีประโยชน์ ซึ่งอาจตามมาด้วยการฟันหรือแทงอย่างได้ผล

การใช้มือข้างหนึ่งป้องกันการโจมตีของคู่ต่อสู้ ที่เราเรียกว่า Checking มักจะเป็นการทำลายจังหวะของคู่ต่อสู้ไปด้วย การโจมตีอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นมักจะทำให้คู่ต่อสู้ชะงัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณสามารถทำการโจมตีกลับได้

มีหลักที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง คือ เมื่อคุณชักมีดออกมา ให้มีดนำหน้าหรือใช้มัน

กลยุทธ์พื้นฐานการต่อสู้ด้วยมีดส่วนใหญ่แล้วมักมาจากการฝึกซ้อมต่อสู้ด้วยมีด ซึ่งหลายคนอาจโต้แย้งว่าการซ้อมแบบนี้แตกต่างจากสถานการณ์จริง กระนั้นในการฝึกมีดจะประกอบด้วยหลายส่วน โดยทักษะเหล่านี้ทั้งหมดจะนำไปสู่การที่คุณสามารถบังคับคู่ต่อสู้ให้ตอบสนองในทิศทางหรือรูปแบบที่คุณคาดการณ์เอาไว้ได้ล่วงหน้า เพื่อที่คุณสามารถใช้เทคนิคที่ถนัดในการพิชิตคู่ต่อสู้ อาศัยการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์หรือการตอบสนองจากจิตใต้สำนึกของคู่ต่อสู้ให้เป็นประโยชน์ จะทำให้คู่ต่อสู้ติดกับดักและพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย

ฝึกฝนให้เกิดทักษะ แต่อย่าละเลยประสาทสัมผัสของคุณ (Your sense) การฝึกซ้ำๆกันหลายๆครั้ง (Drill) ถึงแม้จะทำให้เกิดทักษะได้แต่ก็ต้องระวังไว้ว่า คุณรู้ว่านี่คือการฝึกซ้อม มีดที่คู่ต่อสู้ใช้ไม่สามารถทำร้ายคุณได้ ทำให้คุณตอบสนองเร็วเกินไป ดังนั้นการฝึกต่อสู้ด้วยมีดอย่างอิสระ (Free sparring) จึงใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุดและมีประโยชน์อย่างมาก เป็นการรวมความรู้ ทักษะและกลยุทธ์ที่ฝึกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ สิ่งนี้ทำให้ทหารจีนต่อสู้ด้วยมีดได้ดีกว่าที่เราคิดกัน

อย่างที่ทาง Thai self-defense เคยกล่าวไว้แล้วว่าการฝึกมีดต่อสู้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ความรู้ ทักษะซึ่งอาศัยการ Drill และ การซ้อมต่อสู้ด้วยมีด (Free sparring) ทั้งสามส่วนนี้จะสามารถพัฒนาทักษะส่วนบุคคลให้เฉียบคมมากขึ้นได้ และจงเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาอย่าหยุดนิ่ง

การใช้มีดของทหารมีความแตกต่างจากภาคประชาชนเนื่องจากจุดประสงค์ที่ใช้ต่างกัน สำหรับประชาชนนั้นจะใช้มีดเพียงเพื่อ “ป้องกันตัว” เท่านั้น รูปแบบและวิธีการใช้มีดจึงมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในหลายจุด

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”

                                                                                    เรียบเรียงโดย Batman
                           อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Military Knife Fighting ของ Dennis Rovere
 

Samsung LCD televisions