Friday, June 25, 2010

เรียน Self-defense ฉบับย่อ

เรียน Self-defense ฉบับย่อ



โลกปัจจุบันผู้คนมีกิจกรรมที่ต้องทำมากมายในแต่ละวัน ผมจึงได้รับคำปรารภเช่นนี้เสมอ “ผมอยากฝึกศิลปะป้องกันตัว….. แต่หาเวลาว่างไม่ได้เลย” “ก็รู้อยู่ว่าสังคมไม่ปลอดภัย….. แต่ดิฉันหาเวลาเรียนศิลปะป้องกันตัวไม่ได้เลย” ถ้าเป็นกรณีอื่นผมคงพอแนะนำอุปกรณ์หรือวิธีการใหม่ๆเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ แต่สำหรับคนไม่มีเวลาเล่นกีฬาหรือฝึกฝน Martial Art ผมจนใจจริงๆ เพราะการฝึกกล้ามเนื้อและเพิ่มทักษะ ไม่มีทางลัดเสียด้วย


อย่างไรก็ตามหากใครไม่มีเวลาจริงๆ แต่มุ่งมั่นตั้งใจจะเรียน Martial Art เพื่อป้องกันตัว ผมขอแนะนำให้เรียนครึ่งเดียวก่อน ปกติ Martial Art และ Self-defense ทุกระบบ มักแบ่งการฝึกฝนเป็นสองส่วน คือ รุกและรับ


การรุก คือ ส่วนที่ว่าด้วยการจู่โจมเล่นงานคู่ต่อสู้ด้วยอวัยวะ หมัด เท้า เข่า ศอก หรืออาวุธมีด ไม้ ดาบ ทวน ฯลฯ ด้วยกลยุทธ์หรือวิธีการต่างๆตามแต่ระบบที่คุณเลือกเรียนเลือกใช้


การรับ คือ ส่วนที่ว่าด้วยการใช้อวัยวะมือ เท้า หรืออาวุธที่คุณมีปกป้องตัวคุณให้พ้นจากการทำร้ายของคู่ต่อสู้เมื่อถูกจู่โจม ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีว่า Martial Art และ Self-defense เกือบทุกระบบในปัจจุบันนี้ ต่างใช้กลยุทธ์ตั้งรับที่คล้ายๆกัน ซึ่งผมได้รวบรวมไว้เพื่อให้เข้าใจและจดจำง่าย ผมเรียกว่า “องครักษ์ทั้งแปด” ประกอบด้วย 8 วิธี ดังนี้ครับ


1. ปัด ใช้อวัยวะหรืออาวุธของเราเข้าปะทะจากด้านข้างไปยังแขน ขา หรืออาวุธของคู่ต่อสู้ ทำให้แรงกระทำหรืออาวุธของคู่ต่อสู้เบี่ยงเบนออกจากเป้าหมาย


2. ป้อง ใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ป้องกันยกขึ้นกั้นระหว่างแรงกระทำจากคู่ต่อสู้กับตัวเรา ไม่ให้แรงกระทำหรืออาวุธของคู่ต่อสู้กระทบเป้าหมายที่ตัวเราได้


3. เกี่ยว ใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ใดๆ เหนี่ยวนำจากด้านข้างของแขน ขา หรืออาวุธของคู่ต่อสู้เพื่อเบี่ยงเบนแรงนั้น ให้คลาดจากเป้าหมายและเปลี่ยนทิศทางไปตามที่เราต้องการ


4. กัน เป็นกิริยาซึ่งเกิดต่อเนื่องจากการปัดและเกี่ยว เมื่อแรงกระทำโดยคู่ต่อสู้เบนออกจากเป้าหมายแล้ว เราใช้อวัยวะหรืออุปกรณ์ใดๆกั้นไว้ไม่ให้คนร้ายตอบโต้กลับมาที่เราได้อีก


5. กุม เป็นกิริยาซึ่งเกิดต่อเนื่องจากการปัด การเกี่ยวและการกัน วิธีการคือ ใช้มือหรืออุปกรณ์ใดๆเกาะกุมอวัยวะหรืออาวุธที่พุ่งมาทำร้ายเรา จุดมุ่งหมายคือ เพื่อควบคุมแรงกระทำจากคู่ต่อสู้โดยสิ้นเชิง


6. สกัด เป็นเทคนิคที่มุ่งกระทำต่อแนวเส้นทางส่งกำลังมายังอาวุธที่มุ่งทำร้ายเรา ด้วยทฤษฎีที่ว่า แรงในการโจมตีได้จากสองเท้าที่ยืนบนพื้นอย่างมั่นคง ส่งกำลังต่อมาตามปลายเท้าผ่านสะโพก เอว เข้ามาที่ไหล่ ไหลไปตามแขน ผ่านศอก ถึงข้อมือไปที่สองมือ ถ้ามือถืออาวุธแรงนิ้วก็จะผ่านจากมือไปที่อาวุธ เพื่อส่งอาวุธนั้นสู่เป้าหมาย เทคนิคสกัดจะมุ่งโจมตีตามแนวส่งแรงที่ว่านี้ เช่น คู่ต่อสู้ชกหมัดขวาใส่ใบหน้าเรา โดยเราไม่กันหมัดแต่ยกเท้าถีบสกัดไปที่เข่าข้างใดข้างหนึ่งของคู่ต่อสู้ ทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บและเสียการทรงตัว แรงที่ส่งมาที่หมัดถูกสกัดกั้น หมัดนั้นก็หมดแรงปะทะหรือเสียทิศทางไม่โดนเป้าหมาย


7. ถอย ในการใช้อาวุธเข้าทำร้าย ไม่ว่าจะเป็น หมัด เท้า เข่า ศอก หรืออาวุธใดๆก็ตาม มันมีระยะอันตรายไม่เท่ากัน เมื่อถูกโจมตีวิธีการป้องกันตัวอย่างหนึ่งซึ่งใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ถอยให้พ้นระยะอันตรายของอาวุธนั้นๆ การถอยในความหมายของผม คือ การเคลื่อนเป้าหมายให้พ้นจากแนวแรงหรือพ้นระยะอันตรายของอาวุธนั้นๆ ไม่ว่าคุณจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ไปข้างๆ เฉียงๆหรือไปข้างหลังก็นับเป็นการถอยทั้งสิ้น


8. คล้อยตาม มีลักษณะคล้ายๆเทคนิคเกี่ยว หมายถึงการส่งแรงของเราเข้าร่วมกับแรงกระทำผ่านการกุมแล้วชักนำแรงกระทำไปในทิศทางที่เราต้องการ


ทั้ง 8 กลยุทธ์นี้อาจใช้เดี่ยวๆหรือจับกลุ่มเป็นสองเป็นสามกลยุทธ์ใช้ต่อเนื่องกันก็ได้ หากเรียนรู้ทั้ง 8 กลยุทธ์แล้วใช้ให้คล่อง ก็สามารถจะป้องกันตัวได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยคู่ต่อสู้ก็เล่นงานคุณได้ไม่ง่ายนัก ส่วนคุณจะตอบโต้กลับอย่างไรก็ขึ้นกับตัวคุณเองว่ามีทักษะในการต่อสู้แค่ไหน ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเรียนระบบไหน คุณก็รบเร้าให้ครูของคุณสอนส่วนนี้ให้ก่อน ฝึกให้คล่องไว้ก่อน ต่อจากนั้นถึงไม่มีเวลาฝึกส่วนอื่นก็นับว่ามีต้นทุนแห่งความปลอดภัยไว้ส่วนหนึ่งพออุ่นใจ


เรียบเรียงโดย Snap shot

Friday, June 18, 2010

Buzz Saw Mind Set

Buzz Saw Mind Set



ในการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมีดนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องคิดไว้ในใจเสมอก็คือ โจมตีสิ่งที่อยู่ในระยะมีดของเรามากที่สุดไว้ก่อน คล้ายกับโต๊ะเลื่อยไม้ของฝรั่งที่มีใบเลื่อยกลม (Buzz saw) โผล่ออกมาจากกลางโต๊ะ ถ้าเราดันแผ่นไม้เข้าไปมันก็จะตัดไม้ออกเป็นสองท่อนทันที (ไม้ที่อยู่ในระยะของใบเลื่อยเท่านั้นที่ถูกตัด) เราจึงเรียกหลักการแบบนี้ว่า Buzz Saw Mind Set


อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่อันเกิดจากการต่อสู้ด้วยมีดนั้น มีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจเสมอ บางครั้งแม้จะเป็นบาดแผลเล็กน้อยมีผลต่อร่างกายไม่มากแต่อาจมีผลทางจิตใจสูง เช่น บริเวณใบหน้า ซึ่งอาจทำให้คนร้ายถอดใจยอมถอย เลิกคิดที่จะมาทำร้ายเราอีกทำให้การต่อสู้สิ้นสุดลง


หลัก Buzz Saw Mind Set ในการต่อสู้ด้วยมีดนั้น ไม่ว่าคนร้ายจะยื่นส่วนหนึ่งส่วนใดเข้ามาอยู่ในระยะที่มีดของเราสามารถทำอันตรายได้ ก็ให้รีบโจมตีไปยังตำแหน่งนั้นทันที ไม่ว่าจะเป็นการปาดฟัน (Slash) สะบัดมีด (Snap cut หรือ Hack) หรือแทง (Stab หรือ Thrust) ขึ้นอยู่กับจังหวะ เราไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาคอยจะโจมตีเฉพาะตำแหน่งที่สำคัญของร่างกายคู่ต่อสู้หรือจ้องแต่จะโจมตีเพื่อให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์เท่านั้น บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ทำให้เราได้เปรียบคู่ต่อสู้ทั้งสิ้น


หากคนร้ายยังไม่ยอมแพ้การบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆในตำแหน่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นมือข้างที่ถือมีด ใบหน้า แขน ขา สะสมมากขึ้นเรื่อยๆล้วนมีผลกระทบต่อความสามารถในการจับอาวุธ การเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ของคนร้าย ทำให้เราเป็นฝ่ายได้เปรียบมากขึ้น


ในการป้องกันตัวนั้นเราคงไม่ต้องการที่จะทำร้ายคู่ต่อสู้จนถึงแก่ชีวิตโดยไม่จำเป็น หลักการ Buzz Saw Mind Set นี้หากเราใช้ได้ดี จะทำให้คนร้ายถอดใจยอมถอยไปก่อนที่การต่อสู้จะรุนแรงมากขึ้น


นอกจากนั้นไม่ว่าคนร้ายจะใช้มือเปล่าหรืออาวุธใดก็ตามในระยะประชิด เราสามารถนำหลัก Buzz Saw Mind Set ไปปรับใช้ได้เช่นกัน


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman

Friday, June 11, 2010

สัญญาณอันตราย

สัญญาณอันตราย



เคยยืนยันไว้หลายครั้งว่า ทักษะความสามารถในการต่อสู้ไม่ว่าจะสูงส่งแค่ไหนก็เทียบไม่ได้กับความระแวดระวัง และความเชี่ยวชาญในการอ่านสัญญาณภัย ซึ่งคอยเตือนเราให้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่รอเล่นงานเราอยู่ แต่สัญญาณที่ว่านั้นคืออะไร มาลองศึกษากันดู


สัญญาณภัยที่ส่งมามีรูปแบบต่างๆกัน ทั้งรูป รส กลิ่น เสียงและการสัมผัสด้วยผิวกาย ครั้งนี้ขอกล่าวถึงรูปแบบที่ง่ายที่สุดก่อน คือ ภาษาพูด ผมรวบรวมประโยคหรือวลีซึ่งเปรียบเหมือนสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า ผู้พูดประโยคเหล่านี้มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง


1. “เคลียร์” เช่น “เสี่ยหนุ่มพกปืนไปเคลียร์กับเพื่อนบ้านเรื่องนกร้องหนวกหู ที่สุดชักปืนยิงเป็นศพ”, “โจ๋จอดรถเคลียร์คู่อริเรื่องแย่งแฟนสาว เลยถูกแทงดับ”, “หนุ่มขอเคลียร์สาวบอกเลิก ที่สุดยิงสาวตาย ตัวสาหัส” เราได้พบได้เห็นคำเหล่านี้ในข่าวบ่อยมาก ขอเตือนว่าถ้าหากได้ยินคำนี้ให้ระวังตัวให้จงหนัก ไม่ว่าคุณจะถูกเรียกไปเคลียร์หรือเรียกใครมาเคลียร์ก็ตาม


2. “ฝากไว้ก่อน” เวลาใครสักคนพลาดท่ารู้ตัวว่าไม่มีทางเรียกร้องอะไรได้ แล้วกล่าวคำนี้ทิ้งท้ายก่อนจากไป คู่กรณีของเขาต้องตระหนักว่าไม่ใช่คำอวยพรแน่นอน แต่เป็นสัญญาณเตือนว่านับแต่นี้เขาจะลงใต้ดินแอบเล่นลับหลังรอเวลาเอาคืน


3. “เดี๋ยวเจอกัน” เช่น “โจ๋ชกกันในผับ ฝ่ายน้อยกว่าสู้ไม่ได้ หนีกระเจิงกลับไปก่อน ทิ้งท้าย “เดี๋ยวเจอกัน” ฝ่ายชนะดื่มกินกันต่อจนผับเลิกเดินออกมา พบคู่อริพร้อมพวกนับสิบ ไล่แทงตาย 2 สาหัส 3” เด็กพวกนี้ไม่มีสำนึกระวังภัยเสียเลย ลองคิดดูถ้าคุณมีเรื่องทะเลาะกับใคร แล้วพวกน้อยกว่าต้องเผ่นหนีกล่าวทิ้งท้าย “เดี๋ยวเจอกัน” ถามว่าเขาจะกลับบ้านไปนอนรึ หรือจะกลับไประดมพวกพ้องมารอเอาคืน ใครได้ยินคำนี้แล้วยังนอนใจ กินดื่มรอที่เดิมเท่ากับตั้งอยู่ในความประมาทอย่างร้ายแรง


4. “อย่าอยู่เลย(คุณ)!” หากคนสองคนโต้เถียงกันอย่างรุนแรง แล้วฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอุทานคำนี้ออกมา อีกฝ่ายถ้าเป็นคนมีสัญชาติญาณระวังภัย ต้องรู้ทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามตั้งใจจะมีเรื่องอย่างแน่นอน ต้องรีบตั้งรับให้ทันกาล หรือแม้คุณเองไม่ได้ทะเลาะกับใครอยู่ก็ตาม แต่มีใครคำรามคำนี้ให้เข้าหู เขากำลังส่งสัญญาณว่าจะเล่นงานใครสักคน ต้องมองหาคนพูดให้เจอแล้วตั้งรับให้ดี เพราะคนที่เขาจะเล่นงานอาจเป็นคุณก็ได้


5. “ตกลง(คุณ)จะ.....แน่ใช่ไหม” หากคู่เจรจาของคุณกล่าวคำนี้ออกมาแสดงว่าเขาตัดสินใจจะเล่นงานคุณแล้ว แต่ใช้วิธีส่งปุ่มกดระเบิดให้คุณเลือก คำตอบของคุณจะเป็นดังรหัสส่งให้ระเบิดทำงานหรือยกเลิกไป ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าพร้อมรับสถานกาณ์แล้วหากคำตอบของคุณไม่เป็นที่พอใจของคู่กรณี


6. “แล้วจะทำไม.....ช่วยไม่ได้” สองวลีนี้เป็นเหมือนสลักระเบิดที่ถูกดึงออกนั้นเอง เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวคุณกับคู่กรณี หากคุณเป็นคนกล่าวก็ขอให้รู้ว่าคุณเพิ่งส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเล่นงานคุณได้เลย หรือถ้าคู่กรณีของคุณเป็นคนกล่าวก็แสดงว่าการเจรจาโดยสันติวิธีได้จบลงแล้ว หากคุณยังเซ้าซี้เขาอาจเล่นงานคุณได้ทุกเมื่อ เพราะเขาได้ประกาศสงครามไปแล้ว


วลีเหล่านี้เป็นเหมือนสัญญาณภัยที่ดังขึ้นก่อนมหันตภัยจะโถมมาหากคุณอยู่แถวนั้น หรืออยู่ใกล้ๆกับผู้ที่กล่าวคำเหล่านี้ ต้องตื่นตัวทันที ตั้งรับไว้แต่ไม่ได้ใช้ยังดีกว่าโดนเล่นงานโดยไม่ได้ตั้งตัว

เรียบเรียงโดย Snap shot

Friday, June 4, 2010

Defanging the Snake

Defanging the Snake



ในการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยมีดนั้นวิธีหนึ่งที่นิยมและได้ผลดี คือ Defanging the Snake หรือ การถอนเขี้ยวงู ซึ่งเป็นการโจมตีไปที่แขนข้างที่ถืออาวุธของคู่ต่อสู้ เพื่อให้แขนข้างนั้นไม่สามารถใช้งานหรือถืออาวุธต่อไปได้ ในกรณีที่คู่ต่อสู้ไม่ได้ถืออาวุธการกระทำอย่างเดียวกันนี้ เรียกว่า Limb destruction หรือ การทำลายแขน


Defanging the snake เริ่มต้นในศิลปะการต่อสู้ด้วยมีดในอินโดนีเซียและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น Silat, Filipino martial arts เป็นต้น แล้วแพร่กระจายไปยังตะวันตก โดยบางครั้งถูกนำไปใช้ในความหมายที่กว้างขึ้น เช่น ใช้ในการเล่นงานแขน นิ้วหรือมือของคู่ต่อสู้ข้างที่ถืออาวุธอื่นๆ เช่น ไม้สั้น (Stick) กระบองสั้น (Baton) เป็นต้น


มีดที่อยู่ในมือของคนร้ายเปรียบเสมือนเขี้ยวของงูพิษ ในการโจมตีด้วยมีดนั้นไม่ว่าจะเป็นการฟันหรือแทง คู่ต่อสู้จะพุ่งมีดเข้าหาเราอย่างรวดเร็วราวกับงูฉก การ Defang the snake ทำโดยการใช้มีดในมือเราปาดฟันไปที่ท้องแขนด้านในต่ำกว่าข้อศอกของคู่ต่อสู้เพื่อตัดเส้นเอน กล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท ซึ่งจะทำให้คนร้ายไม่สามารถกำอาวุธต่อไปได้ ส่วนใหญ่แล้วอาวุธจะหลุดจากมือไปด้วย


สามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้กับคนร้ายที่ถืออาวุธอื่นๆได้ โดยเราต้องให้ความสนใจกับอาวุธเหล่านั้นอย่างมาก มือหรือแขนข้างที่ถืออาวุธเป็นเป้าหมายหลักในการป้องกันและโจมตีตอบโต้ของเรา เพื่อให้คนร้ายไม่สามารถใช้อาวุธนั้นมาทำร้ายเราได้ หรือไม่สามารถถืออาวุธต่อไปได้


มือที่ถืออาวุธของคนร้ายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ การป้องกันตัวนั้นมีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการปัดป้อง ถอยหนี หลบหลีก ตอบโต้ วิธี Defanging the snake เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี เพราะเมื่อคนร้ายไม่สามารถถืออาวุธต่อไปก็จะทำให้การต่อสู้สิ้นสุดลงโดยไม่ต้องทำร้ายคู่ต่อสู้จนถึงแก่ชีวิต


ดังนั้นไม่ว่าคนร้ายถืออาวุธอะไรเราก็สามารถนำหลักการ Defanging the snake ไปใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธมีดในการตอบโต้เสมอไป สิ่งของใกล้มือสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อป้องกันตัวได้ หรือแม้แต่มือเปล่าก็สามารถใช้หลักการนี้ได้เช่นกัน


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”


เรียบเรียงโดย Batman

Friday, May 28, 2010

ความเชื่อกับความจริง

ความเชื่อกับความจริง



Thaiselfdefense.com ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้และเตือนภัยแก่สุจริตชนทั้งหลาย ให้ตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายจากอาชญากรรมและความรุนแรงที่คุกคามเข้ามาใกล้อย่างเงียบๆ เราอาจเสียทรัพย์ บาดเจ็บเล็กน้อย จนถึงขั้นเสียชีวิต พิการหรือต้องทนทุกข์จากเคราะห์ร้ายนี้ไปตลอดชีวิต


แน่นอนว่าก่อนหน้านี้คุณก็คงเคยได้รับข้อมูลข่าวสาร คำเตือน คำแนะนำต่างๆด้วยความปราถนาดี จากผู้คนมากหน้าหลายตา คุณก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างถึง พ.ศ.นี้ ข้อมูลเหล่านี้จะยังน่าเชื่อถือหรือไม่ เรามาทบทวนข้อมูลกันหน่อย


1. ความเชื่อ ผู้หญิงหน้าตาพื้นๆธรรมดา คงไม่มีใครอยากข่มขืน


ความจริง ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสถูกข่มขืนทั้งสิ้น ไม่ว่ามีอายุมากน้อยเท่าใด การศึกษาระดับไหน แต่งกายอย่างไร ฯลฯ เพราะผู้ชายสมัยนี้ข่มขืนผู้หญิงด้วยเหตุผลอื่นๆมากมาย เช่น อวดเก่งในหมู่เพื่อน เมาเหล้าหรือเมายา เพื่อแสดงความโกรธแค้น เพื่อลบปมด้อย ฯลฯ


2. ความเชื่อ เดินผ่านที่เปลี่ยวระวังคนแปลกหน้าจะมาฉุดไปข่มขืน


ความจริง จากสถิติของกรมตำรวจ ส่วนใหญ่การข่มขืนเกิดขึ้นในบ้าน คนร้ายส่วนใหญ่ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นญาติ เพื่อน คนรู้จัก คนบ้านใกล้เรือนเคียง แฟนเพื่อนหรือแม้แต่แฟนของคุณเอง


3. ความเชื่อ ให้ระวังคนหน้าตาหลุกหลิกไม่น่าไว้ใจ


ความจริง คนร้ายหรือนักข่มขืนส่วนใหญ่ ดูสุขุมนุ่มนวลน่าไว้ใจด้วยซ้ำ ไม่จำเป็นจะต้องมีหนวดเครารุงรัง ผิวดำ ด้อยการศึกษา แต่ผู้ชายทุกคน ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกฐานะ อาจกลายเป็นไอ้หื่นได้ ถ้าเขาสบโอกาส


4. ความเชื่อ อาชญากรรมและการข่มขืนบางครั้งเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเพราะฝ่ายหญิงแต่งตัวยั่วยวน

ความจริง อาชญากรและนักข่มขื่นส่วนใหญ่มีการวางแผนไว้ก่อน เขาเตรียมเครื่องมือและทางหนีทีไล่ไว้แล้ว และออกล่าเหยื่ออย่างมีเป้าหมาย เขาเลือกคุณเพราะคุณให้โอกาสเขาต่างหาก

5. ความเชื่อ ผู้หญิงไม่อาจกล่าวหาว่าสามีข่มขืนได้เพราะแต่งงานกันแล้ว


ความจริง กฎหมายปัจจุบันนี้การมีเพศสัมพันธ์โดยฝ่ายหญิงถูกข่มขู่ บังคับ กดดัน ทำร้าย จนต้องยอมตามถือว่าเป็นการข่มขืนทั้งสิ้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นสามีหรือคนรักที่เคยมีความสัมพันธ์กันมาแล้วก็ตาม


6. ความเชื่อ มีมีด มีปืน เอาใส่กระเป๋าถือไว้เผื่อขู่คนร้าย


ความจริง กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย เป็นสิ่งแรกที่นักวิ่งราวหรือคนร้ายจะคว้าวิ่งหนีหรือยึดไว้ และเป็นสิ่งแรกที่คุณจะวางลืมเวลานั่งในร้านอาหาร ร้านเสริมสวยหรือขับรถ อีกประการหนึ่งการพกพาอาวุธไว้ขู่คนร้ายเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง จากการศึกษาบันทึกคดีต่างๆหลายปี ขอยืนยันว่า ไม่มีผู้ร้ายคนไหนกลัวปืนหรือมีดในมือของผู้หญิงหรือผู้ชายที่ไม่มีทักษะในการใช้อาวุธ การที่เขาแกล้งทำเป็นกลัวเพื่อหาโอกาสแย่งอาวุธมาเล่นงานคุณต่างหาก ถ้ามีอาวุธต้องเรียนรู้ฝึกฝนการใช้งานให้ชำนาญ การนำพาไปต้องพกไว้กับตัวและต้องกล้าใช้เมื่อจำเป็น


7. ความเชื่อ อุปกรณ์ดีๆทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพ ซื้ออาวุธป้องกันตัวต้องรุ่น Top ไปเลย


ความจริง ข้อนี้ถูกครึ่งเดียว อุปกรณ์ดีๆเทียบไม่ได้กับความคุ้นเคยและทักษะในการใช้เครื่องมือนั้นๆ ผมรู้จักช่างภาพบางคนที่ใช้กล้องรุ่นเก่าและโทรมมากๆ หาเงินได้เป็นล้านทุกปีและไม่ยอมแลกกับกล้องรุ่น Top ทุกตัวในสมัยนี้อย่างเด็ดขาด


8. ความเชื่อ ถูกคนร้ายจี้ด้วยมีดหรือปืน หาจังหวะเตะระหว่างขาหรือเตะผ่าหมากรับรองทรุดหมดสภาพแน่นอน


ความจริง คนร้ายอาจทรุดลงด้วยความเจ็บปวดและจุกเสียด แต่ยังยิงหรือแทงคุณได้แน่นอน อดีตตำรวจ Massad Ayoob (แมสซาด อยูบ) ครูฝึกตำรวจสหรัฐ ทดลองให้ชายร่างใหญ่สุดในชั้นเตะผ่าหมากชายตัวเล็กสุดซึ่งมีปืนในมือ นายตัวเล็กทรุดลงแต่ยังสามารถยิงนายตัวใหญ่ด้วยปืน BB ถึงสี่นัด


“รู้น้อยแต่เชี่ยวชาญ ดีกว่ารู้มากแต่ผิวเผิน”


เรียบเรียงโดย Snap shot
ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ “ผู้หญิงสู้คน”

Friday, May 21, 2010

Folding Knife Deployment

Folding Knife Deployment



ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งพกมีดพับ (Folding knife) เพื่อการป้องกันตัว สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ ความรวดเร็วในการใช้งานเมื่อจำเป็น ไม่เหมือนมีดใบตาย (Fixed blade) เมื่อดึงมีดออกจากซองก็พร้อมใช้งานแล้ว แต่มีดพับนั้นมีสองจังหวะ คือ ดึงออกจากที่พกแล้วจึงเปิดใบมีดเพื่อพร้อมใช้งาน


มีดพับสมัยใหม่ที่สามารถเปิดได้ด้วยมือเดียว (Modern one-handed folder) เกิดขึ้นในช่วงราวปี ค.ศ. 1980 โดยปกติมักใช้นิ้วโป้งเพื่อช่วยในการเปิดมีด ยกตัวอย่างเช่น มีดยี่ห้อ Spyderco มีรูกลมๆให้ใช้นิ้วช่วยเปิด (เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Spyderco) หรือบางยี่ห้อมีปุ่มเหล็กให้ใช้นิ้วดันที่ใบมีดเพื่อช่วยเปิด เรียกว่า Thumb studs ซึ่งมีหลายแบบ บางแบบอาจมีแผ่นเหล็กเล็กๆ (Disk) ติดอยู่ที่สันมีดเพื่อใช้นิ้วดันให้เปิดมีด นอกจากนั้นระบบใหม่ๆมีการออกแบบให้สามารถเปิดได้ด้วยนิ้วชี้ (Flipper)


มีดพับสมัยใหม่มีการออกแบบระบบการเปิดมีดหลากหลาย บางแบบมีปุ่มกดหรือเลื่อนเพื่อเปิดมีดได้เอง (ใบมีดจะถูกดีดเปิดออกมา) หรือมีวิธีการเปิดที่เฉพาะแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อหรือรุ่นที่นำเสนอ แต่มีดพับส่วนใหญ่ที่นิยมกันก็มักเปิดด้วยวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไป


การเปิดมีดได้เร็วหรือช้าขึ้นกับสองปัจจัยหลักๆ คือ การออกแบบของมีดและการเปิดมีดอย่างถูกวิธี


พื้นฐานการเปิดมีดพับ ประกอบด้วย


1. ทิศทางการออกแรงเปิดมีด (Direction of Force) ในภาวะตึงเครียด ความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างละเอียดของนิ้วมือจะด้อยลง การเปิดมีดโดยการออกแรงเป็นแนวตรง (Straight-line) จะทำได้ดีกว่าการออกแรงเป็นแนวโค้งที่ซับซ้อน (A complex arc) ดังนั้นเมื่อคุณถือมีดอย่างถูกต้องแล้ว ควรทำการเปิดมีดโดยใช้นิ้วโป้งออกแรงเป็นแนวตรงและขนานกับด้ามมีด ถ้ามีดนั้นออกแบบให้ต้องออกแรงในทิศทางอื่นในการเปิดมีดจะทำให้มีดเล่มนั้นยากแก่การเปิดเพื่อใช้งาน


2. ความสามารถในการง้างออก (Leverage) เมื่อออกแรงเป็นแนวเส้นตรงเพื่อเปิดใบมีด นิ้วโป้งจะต้องเคลื่อนรอบจุดหมุนซึ่งยึดใบมีดกับตัวด้ามไว้ โดยแรงที่ใช้เพื่อเปิดมีดต้องมากกว่าแรงของระบบล็อกมีดซึ่งจะพยายามปิดมีดจึงทำให้มีดนั้นเปิดออกได้ ถ้าตำแหน่งที่วางนิ้วโป้งเพื่อเปิดมีดอยู่ใกล้จุดหมุนบนมีดมาก (มักเป็นจุดศูนย์กลางของมีดด้วย) จะทำให้ความสามารถในการง้างมีดออกได้น้อยลงจึงยากแก่การเปิดมีด จุดนี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อมีด


3. ความยาวของความโค้ง (Length of Arc) ตำแหน่งในการวางนิ้วโป้งเพื่อเปิดมีดที่ดีนั้นจะต้องสามารถทำให้เราออกแรงได้ดีตลอดการเคลื่อนที่ของใบมีดเป็นแนวโค้งในขณะเปิด ระยะห่างระหว่างจุดหมุนบริเวณมือกับตำแหน่งที่วางนิ้วเพื่อเปิดมีด เรียกว่า รัศมีของการเปิดมีด (Radius of the purchase) มีความสำคัญ หากสั้นไปจะทำให้ต้องออกแรงในการง้างมีดมาก ถ้ายาวไปจะทำให้เปิดมีดได้ช้าและงุ้มง้าม มีดที่ใช้ Thumb studs มักต้องใช้แรงเป็นสองเท่าในการเปิดเมื่อเทียบกับระบบอื่น


4. พื้นผิวตำแหน่งที่วางนิ้วเพื่อเปิดมีด (Purchase Surface) ซึ่งไม่ขึ้นกับการออกแบบระบบที่วางนิ้วเพื่อเปิดมีด พื้นผิวนั้นต้องมีลักษณะซึ่งง่ายแก่การใช้นิ้วเพื่อดันใบมีดออกไปโดยไม่ทำให้เกิดแผลถลอกที่นิ้วอย่างง่ายดาย มันไม่ควรที่จะยื่นออกมามากจนเกะกะเมื่อมีดนั้นพับปิดอยู่ หรือยื่นออกมาเกี่ยวเสื้อผ้าในขณะดึงออกมาใช้งาน และที่สำคัญที่สุด มันควรจะสามารถเปิดได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะใช้มือขวาหรือมือซ้าย


นอกจากนั้นควรมีความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งที่หนีบของมีด (Clip) ขนาดมือของคุณและความยาวของนิ้ว สิ่งเหล่านี้มีผลต่อความสามารถในการเปิดมีดด้วยมือเดียว มีดที่เหน็บได้ลึกมาก (Deep-carry clip) อาจทำให้มือไม่สามารถล้วงไปจับมีดได้ลึกพอที่จะดึงมีดออกมาใช้งานในยามฉุกเฉินได้ถนัด


ถ้าคุณต้องมีการขยับมือเพื่อถือมีดให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมหลังจากดึงมีดออกจากที่พกแล้ว จะทำให้ความพร้อมของมีดเพื่อใช้งานช้าลงและความน่าเชื่อถือน้อยลง


มีดบางยี่ห้อ เช่น Emerson มีลักษณะพิเศษที่สันมีดมีเดือยยื่นออกมา เรียกว่า Wave เพื่อใช้เกี่ยวกับขอบกระเป๋ากางเกงขณะดึงมีดขึ้นมาเพื่อช่วยให้มีดเปิดได้เร็วขึ้น (เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Emerson)


ยังมีการเปิดมีดอีกวิธีหนึ่ง คือ การเปิดมีดด้วยการสะบัดมีด ซึ่งสามารถเปิดมีดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน มักใช้ได้ดีในมีดพกตั้งแต่ขนาดมาตรฐานขึ้นไป ซึ่งใบมีดมีน้ำหนักมากพอที่จะใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วยในการเปิดใบมีด


ความชำนาญของคุณ วิธีพกมีดและภาระกิจ เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้รูปแบบการเปิดมีดของคุณ ไม่ว่าจะเป็นแบบรู Thumb studs หรือ Disk


ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งพกพาอาวุธเป็นประจำ มักทำงานขณะใส่ถุงมือและชอบการถือมีดแบบ Reverse-grip จึงมักต้องเปิดมีดด้วยนิ้วก้อย มีดของคุณก็ควรต้องรองรับสิ่งเหล่านี้ด้วย


คุณต้องตรวจสอบความต้องการของตนเอง ความถนัดในการใช้งาน และมองหามีดที่เหมาะกับคุณ นอกจากนั้นควรลองพกและเปิดมีดด้วยตนเองเสมอในการเลือกมีด


สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี “สติ”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Fast to Fight Folders ของ Michael Janich
 

Samsung LCD televisions