Tuesday, February 23, 2010

คนร้ายเลือกเหยื่ออย่างไร?

คนร้ายเลือกเหยื่ออย่างไร?


ปัจจุบันปัญหาการก่อคดีอาชญากรรมนับวันจะทวีสูงขึ้น จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้รับแจ้งความพบว่า คดีก่ออาชญากรรมทางเพศ, คดีจี้ปล้นชิงทรัพย์ และคดีทำร้ายร่างกาย เฉลี่ยเกิดขึ้นทุกชั่วโมง สถานที่เกิดเหตุมักจะเกิดในที่ๆ เหยื่อคิดว่าปลอดภัย เช่นที่บ้าน หรือในสถานที่ทำงาน รวมทั้งเส้นทางที่เหยื่อต้องใช้เดินทางอยู่เป็นประจำ เช่น ในซอยบ้านของเหยื่อเอง หรือเส้นทางรอยต่อระหว่างบ้านไปที่ทำงาน


พวกเราเคยสงสัยมั้ยครับ? ว่าคนร้ายใช้วิธีการใดในการเลือกเหยื่อ? วิธีการง่ายๆ ครับ ให้เราลองสมมติตนเองเป็นคนร้ายดู คิดว่าถ้าเราเป็นคนร้ายจริงๆ เราอยากได้เหยื่อในฝันที่มีคุณสมบัติแบบไหน? ลองจดใส่กระดาษแล้วเทียบดูกับสถิติซึ่งมีผู้สำรวจไว้ครับ ว่าตรงกันมากน้อยเพียงใด


จากการเก็บสถิติโดยการสัมภาษณ์เหล่าอาชญากรในเรือนจำทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 80% ของคนร้าย มักจะเลือกลงมือกับเหยื่อที่


1. ท่าทางไม่มีพิษมีภัย หน่อมแน้ม เล่นงานง่าย อ่อนแอ ซึ่งมักจะเป็น เด็ก, ผู้หญิง หรือ คนแก่ มากกว่าผู้ชาย


2. ขาดความระมัดระวังตัว เหม่อลอย ใจลอย ขาดสติ บางครั้งเหยื่อไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว เพราะมัวแต่คุยโทรศัพท์มือถือ หรือฟังเพลงจาก I POD,นั่งอ่านหนังสือ หรือดูทีวี โดยไม่ใส่ใจที่จะระวังตัว


3. เดินคนเดียว หรืออยู่คนเดียวในสถานที่เปลี่ยว จริงๆ คำว่าสถานที่เปลี่ยวไม่จำเป็นต้องเป็นที่รกร้าง ห่างไกล อยู่ในไร่น่า ป่าทึบ แม้แต่บ้านคุณเอง หรือในซอยบ้านของคุณเอง หรือริมถนนใหญ่ ก็อาจเป็นสถานที่เปลี่ยวได้เหมือนกัน ถ้าในเวลาขณะนั้นไม่มีคนอยู่เลย ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องในข้อถัดไป


4. เดินคนเดียวหรืออยู่คนเดียวในยามวิกาล หรือในช่วงฝนตกหนัก ลักษณะคล้ายกับข้อ 3 เพราะในยามวิกาลมักจะไม่มีผู้คน โดยเฉพาะค่ำคืนในช่วงฝนตกหนัก ผู้คนส่วนมากมักจะอยู่ในบ้าน หรือในที่ทำงานกัน ทำให้ถนนหนทางปลอดจากผู้สัญจรไปมา อีกทั้งการร้องขอความช่วยเหลือในขณะที่ฝนตกหนัก มักจะไม่มีใครได้ยิน


5. คุ้มค่ากับการลงมือ เหยื่อทำตัวเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ มีทรัพย์สินมาก หรือมีรูปร่างหน้าตาสวยดึงดูดใจคนร้าย มีผู้เข้ารับการอบรมบางรุ่นบอกว่า “อจ. ขาหนูไม่กลัวค่ะ เพราะหนูมีใบหน้าเป็นอาวุธอยู่แล้ว!” กรุณาอย่าไปคิดอย่างนั้นครับ เพราะคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนร้ายชอบผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร? หน้าตาของคุณอาจบังเอิญเป็น SPEC ของคนร้ายก็ได้ขอรับ


6. ถ้าเป็นเหยื่อผู้หญิง คนร้ายจะชอบผู้หญิงที่ไว้ผมยาว หรือถักเปียซึ่งสามารถกระชากจากด้านหลังได้ง่าย


7. กรณีผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศ มักจะเลือกเหยื่อที่สวมเสื้อผ้าซึ่งถอดออกง่าย

ดังนั้นหากเราไม่ต้องการเป็นเหยื่อของคนร้าย ก็ควรปฏิบัติตัวให้ตรงกันข้ามกับลักษณะเหยื่อที่คนร้ายปราถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ STAY ALERT มีความตื่นตัว และมีสติในทุกขณะจิตเมื่อก้าวเท้าออกจากสถานที่ๆ คุณคิดว่าปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือที่ทำงาน นับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการฝึกหลักสูตร “พาตนให้พ้นภัย” ของสถาบัน Easy Defense Club


เมื่อคนร้ายเลือกเหยื่อได้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คนร้ายมักจะสะกดรอยตามเพื่อดูเหยื่ออีกครั้งว่า มีคุณสมบัติคุ้มค่ากับการลงมือหรือไม่ (มีทรัพย์สินที่ต้องการไหม? , เหยื่อระวังตัวหรือไม่? , รูปร่างหน้าตาถูก SPEC มั้ย? เป็นต้น ) เมื่อคนร้ายแน่ใจแล้วก็จะหาจุดลงมือทำการ ด้วยการเดินเข้าหาเหยื่อ อาจแกล้งเข้าไปสอบถามเส้นทาง เมื่อประชิดตัวเหยื่อได้แล้วก็จะแสดงตัวเป็นคนร้าย ชักอาวุธออกมาข่มขู่ อาจมีการลงมือทำร้ายเพื่อให้เหยื่อกลัว และยินยอมส่งทรัพย์สินให้ หรือยินยอมที่จะเดินตามคนร้ายไปเพื่อหาที่ข่มขืน ซึ่งครั้งหน้าจะนำเสนอวิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนร้าย ในลำดับถัดไป อยากให้ผู้อ่านทุกท่าน พึงระลึกเสมอว่าทักษะสำคัญกว่าความรู้ สติสำคัญกว่าอาวุธ


ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงครับ

เรียบเรียงโดย นาย อ่อนหัด
ขอขอบคุณข้อมูลงานวิจัยจากคุณ อลิสา แสงขำ และความรู้จากJOEdogtag

Monday, February 15, 2010

ฝึก Martial Art แล้วได้อะไร?

ฝึก Martial Art แล้วได้อะไร?



สำหรับเด็กที่รักการฝึก Martial Art ก็ไม่แปลกที่จะเริ่มฝึกกีฬาการต่อสู้ตั้งแต่อายุยังน้อย และฝึกต่อเนื่องยาวนานโดยไม่เบื่อหน่ายเพราะความรักความชอบจนกลายเป็นความเคยชิน แต่สำหรับคนที่หันมาฝึก Martial Art เมื่ออายุเลยวัยเรียนนานแล้วจนถึงวัยกลางคน คนกลุ่มนี้แหละที่มักจะฝึกได้ไม่นาน ก็มีอันต้องเลิกราไปเพราะความเบื่อหน่าย เนื่องจากแรงกระตุ้นที่ทำให้เรามาเรียนรู้ฝึกฝนนั้นอ่อนแรงลงตามกาลเวลา หรือพบว่าฝึกไปก็ไม่รุ่งยังไงก็สู้หนุ่มๆสาวๆที่ฝึกอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะอายุมากเกินไปเรี่ยวแรงร่างกายไม่เอื้ออำนาย ส่วนใหญ่ก็เลยหันมาเข้าฟิตเนส เดินวิ่งจ๊อกกิ้งไปตามประสา ละทิ้งโอกาสที่จะได้ประสพการณ์ดีๆไปอย่างน่าเสียดาย ต่อไปจะขอเล่าเรื่องจริงของชายคนหนึ่ง (สาบานได้ ไม่ใช่ผม) ให้ท่านได้รับรู้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าการฝึก Martial Art ให้อะไรกับผู้ฝึกมากกว่าที่มองเห็นด้วยตาเปล่ามากนัก


หลายปีก่อนมีขโมยปีนเข้าบ้านผม (ยืนยันอีกครั้ง ผมในที่นี้ไม่ใช่ผม) พร้อมอาวุธกว่าจะรอดคืนนั้นมาได้ก็ทำให้ผมนอนไม่หลับต่อมาอีกหลายคืน จนผมต้องขวนขวายไปเรียน Martial Art ที่อยู่ใกล้บ้าน ฝึกซ้อมอาทิตย์ละ 3 วัน รู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้น อาการอืออาดปวดเมื่อยตามวัยก็ทุเลาลง แต่ก็นั้นแหละ ฝึกอยู่ได้สัก 1 ปีก็มีอาการเบื่อหน่าย เพราะแรงกระตุ้นเริ่มอ่อนแรงไปทำให้ผมไม่กระตือรือล้นเหมือนเดิม ประกอบกับเรียนไปเรียนมารู้สึกไม่พัฒนาเพราะเราอายุมาก เทคนิคบางอย่างตามชั้นของสายวิชาก็ทำไม่ได้ ทำให้ท้อ พอดีมีเพื่อนเก่ามาทักว่า “ผมผอมลงนะ ดูดีขึ้น” ตอนนั้นผมสูง 156 ซ.ม. หนัก 70 ก.ก. ผมเลยตั้งเป้าหมายใหม่ เลิกคิดเป็นจอมยุทธสายดำ แต่ขอเป็นคนใกล้เกษียณที่แข็งแรงว่องไวและมีหุ่นดีก็พอ เมื่อไม่คิดแข่งขันกับเด็กที่อ่อนวัยกว่า ผมก็หันมาใส่ใจกับเทคนิคแก่นแท้ของวิชาที่ฝึกมากกว่าลวดลายที่แพรวพราวและเมื่อผมตั้งธงไว้ที่การลดน้ำหนักเป็นสำคัญ ผมก็เลยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้สอดคล้องกับเป้าหมายไปด้วย


จากวันที่ผมตัดสินใจตั้งเป้าหมายใหม่ให้กับตัวเองในการฝึก Martial Art จนถึงต้นปี 2553 นับได้ร่วม 2 ปี ผมในวัยใกล้เกษียณยังคงสูง 156 ซ.ม. แต่น้ำหนักลดลงจาก 70 ก.ก. มาเหลือ 60 ก.ก. มีความสุขกับการขุดเอาเสื้อยืดตัวเก่งกับกางเกงยีนส์เอว 32 นิ้ว มาสวมใส่อีกครั้งอย่างมั่นใจ (ทั้งสองอย่างผมไม่กล้าใส่มาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่เอวมันขยายเป็น 36 นิ้ว) แล้วก็ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะคอยอธิบายให้ใครต่อใครฟังว่าผมไปทำอะไรมา ทำไมถึงได้หุ่นดีและคล่องแคล่วอย่างนี้ ฯลฯ เอ..... นี่ผมจะตั้งเป้าหมายอะไรใหม่ๆให้กับตัวเองดีน้า.....


จากประสบการณ์จริงของผม (ไม่ใช่ผมคนแรก) ขอสรุปยืนยันว่าการฝึก Martial Art สามารถให้อะไรกับเราได้มากมายกว่าความสามารถในการป้องกันตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งเป้าหมายให้เหมาะกับสังขารและไม่ไกลเกินความสามารถที่จะไปให้ถึงได้ ประกอบกับการฝึกฝนเรียนรู้อย่างพินิจพิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับอย่างรอบคอบ ตัดส่วนที่เป็นกระพี้เครื่องประดับประดาออกไป เลือกรับแต่ส่วนที่เป็นแก่นอันแท้จริงของวิชา เราก็อาจก้าวไปสู่อีกโลกหนึ่งที่น่าสนใจสนุกสนานและชวนติดตามไม่รู้เบื่อเลย


เรียบเรียงโดย Snap shot

Tuesday, February 9, 2010

Multiple attackers


Multiple attackers



การเผชิญหน้ากับภัยคุกคามหลายคนถือเป็นฝันร้ายที่สุดอย่างหนึ่งทีเดียว เนื่องจากเราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าคนใดมีอาวุธหรือจะใช้อาวุธอะไรบ้าง มีกลวิธีใดบ้างที่พอจะผ่อนหนักให้เป็นเบา


นาย Loren Christensen อดีตตำรวจและครูสอนเกี่ยวกับการป้องกันตัวได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ว่า


1. คุณต้องคิดให้เร็วและให้ความสนใจต่อการเคลื่อนไหวของภัยคุกคามทันที


2. คิดถึงตำแหน่งที่จะโจมตีไม่ว่าตำแหน่งนั้นอาจทำให้คนร้ายชะงักหรือมีโอกาสเสียชีวิตก็ตาม เช่น บริเวณทัดดอกไม้ (เหนือใบหู) คอ ท้องใกล้ลิ้นปี่ (Solar plexus) ไต อัณฑะ (Groin) หัวเข่า


3. คุณต้องควบคุมการหายใจของตัวเอง ควบคุมความตื่นเต้นและรักษาความตื่นตัวไว้


4. เคลื่อนไหวอย่างไหลลื่นโดยมีสมดุลของร่างกายที่ดี


5. สามารถเพิ่มพลังในการโจมตีด้วยหลักการของคานดีดคานงัด (Beverages) ความเร็วของการโจมตี (Speed of delivery) มวล (Mass)


6. ถ้าคุณต่อสู้ด้วยมือเปล่า ควรระวังไม่ให้มือบาดเจ็บ


นาย Marc MacYoung อดีตผู้รักษาความปลอดภัยที่ประตู หรือ Bouncer (ในต่างประเทศคนเฝ้าประตูมีหน้าที่นำคนเข้างานที่ก่อกวนออกจากงานด้วย) และเป็นนักเขียนเรื่องการป้องกันตัวที่แพร่หลาย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักการที่ว่า เลือกการจู่โจม (Single out the mouth) โดยพยายามทำให้ภัยคุกคามหลายคนเหล่านั้นเรียงตัวอยู่ในตำแหน่งแถวเดี่ยว (Single line) เพื่อที่ไม่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงตัวเขาได้ในเวลาพร้อมกัน ใช้วิธีที่เรียบง่ายและพยายามจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด


นาย Geoff Thompson เป็น Bouncer ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เขาเคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากว่า 100 ครั้งและหลายครั้งตัวเขาเองเป็นเป้าหมายของการต่อสู้ แต่เขาชนะการต่อสู้เหล่านั้นมาได้เพราะเขาชิงลงมือก่อนเสมอ ลักษณะหนึ่งของการโจมตีจากภัยคุกคามหลายคน คือ การรุมทำร้าย (Pincer movement) หรือการถูกโจมตีจากภัยคุกคามรอบตัวในเวลาเดียวกัน เขาจะโจมตีก่อนและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หลักการนี้ตรงกับนักดาบญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ Miyomoto Musashi ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหลายคน คุณต้องชิงลงมือก่อนและโจมตีต่อไปเรื่อยๆจนกว่าภัยคุกคามจะหายไป


กุญแจสำคัญในการชนะการถูกโจมตีจากคนร้ายหลายคนนั้นประกอบด้วย


1. การเคลื่อนไหวตลอดเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ


2. ใช้ความก้าวร้าว


3. ใช้ทักษะการโจมตีที่เหนือกว่า


4. ใช้อาวุธ


นาย Royce Gracie หนึ่งในสมาชิกตระกูล Gracie ที่มีชื่อเสียงในศิลปะการต่อสู้ Gracie Jiu-Jitsu หรือ Brazilian Jiu-Jitsu เห็นด้วยกับหลักการของ MacYoung นอกจากนั้นยังแนะนำอีกว่าควรเลือกต่อสู้กับคนร้ายทีละคนโดยอาจท้าทายกลุ่มคนร้าย ให้คนหนึ่งในกลุ่มนั้นออกมาสู้กับตน


ตำรวจ LAPD ของสหรัฐเคยทำการศึกษาพบว่า ในการวิ่งไล่ตามคนร้ายนั้นมักสำเร็จในระยะไม่เกิน 200 หลาแรก หลังจากระยะนี้แล้วโอกาสไล่ตามจับคนร้ายได้น้อยลงอย่างชัดเจน เราอาจนำข้อมูลนี้มาปรับใช้ได้โดยหากเราวิ่งหนีได้ไกลเกินระยะดังกล่าว คุณมีโอกาสที่จะทำการต่อสู้กับคนร้ายทีละคนได้


สำหรับประชาชนทั่วไปแล้วการวิ่งหนีนั้นดีที่สุดสำหรับการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามหลายคน Royce Gracie บอกว่าถึงแม้คุณจะมีมีดพกไว้ที่เอวก็แค่รับมือคนร้ายได้อย่างดีก็สองคนพร้อมกัน หากคุณเคยฝึกการต่อสู้กับคนร้ายหลายคนจะรู้ว่ามีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่คุณจะตกอยู่ในวงล้อมของคนร้าย


ในความเห็นของเขาแล้วหากมีคนร้ายมากกว่าหนึ่ง เขาจะใช้ “ปืน”


จะเห็นได้ว่าการต่อสู้กับภัยคุกคามหลายคนนั้นแม้แต่คนที่มีทักษะการต่อสู้ที่ดีก็ยังไม่แน่ใจว่าจะผ่านพ้นออกมาได้ สำหรับประชาชนทั่วไปซึ่งไม่ชำนาญในการต่อสู้ “การหนี” ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่หากไม่สามารถที่จะหนีได้ทัน มีหลักการที่พอช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง ดังนี้


1. หากมีคนร้ายสองคน ตัวเราห้ามอยู่ตรงกลางระหว่างคนร้ายสองคน เพราะเราอาจถูกทำร้ายได้จากทั้งสองคน ให้เคลื่อนตัวเองออกมาเหมือนรูปสามเหลี่ยมโดยแต่ละคนอยู่ที่มุมของสามเหลี่ยม เราต้องมองเห็นการเคลื่อนไหวของคนร้ายทั้งสองคน


2. ประเมินคนร้ายและเลือกที่จะต่อสู้เพียงหนึ่งคนโดยการเคลื่อนตัวเองออกไปทางด้านคนร้ายซึ่งเราจะต่อสู้ด้วย ให้ทั้งสามคนเรียงเป็นแนวเดียวกันโดยคนร้ายที่เราจะสู้ด้วยคอยกั้นกลางระหว่างคนร้ายอีกคนกับตัวเรา (เปรียบเหมือนเป็นกันชนให้กับเรา)


3. ชิงลงมือก่อน


4. เลือกโจมตีไปยังตำแหน่งที่สามารถหยุดคนร้ายได้ (อ่านบทความเรื่อง 4 weak points เพิ่มเติม)


5. หาสิ่งของรอบตัวมาใช้เป็นอาวุธ


6. เคลื่อนที่ตลอดเวลาโดยให้คนที่เรากำลังต่อสู้ด้วยเป็นตัวกั้นระหว่างเรากับคนร้ายอีกคนซึ่งพยายามเข้ามาทำร้ายเรา


7. ป้องกันบริเวณศีรษะของเราให้มาก


8. หนีได้ให้รีบหนี


หากมีคนร้ายมากกว่าสองคนก็ใช้หลักการเดียวกัน คือ พยายามต่อสู้ทีละคนโดยให้คนที่เรากำลังต่อสู้อยู่เป็นตัวกั้นระหว่างเรากับคนร้ายคนอื่นๆ พยายามอย่าอยู่ตรงกลางวงล้อมของคนร้าย เคลื่อนตัวเองออกมาอยู่รอบนอกและรีบหนีเมื่อมีโอกาส


สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”


เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Facing Multiple Attackers?
Styles, Attributes and Strategies for Successful Self-Defense ของ Brad Parker

Sunday, January 31, 2010

Knife sparring

Knife sparring



การฝึกมีดประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่การถือมีด ท่ายืน การตั้งรับ การบุก การเคลื่อนที่ (Footwork) เรียนรู้การเคลื่อนไหวของมีดในทิศทางพื้นฐานต่างๆ เรียนรู้ตำแหน่งในการโจมตีด้วยมีด นอกจากนั้นยังมีการฝึกซ้อมต่อสู้ด้วยมีดกับคู่ต่อสู้ที่ใช้มีดด้วยกัน (ใช้มีดซ้อม) หรือที่เรียกว่า Knife sparring


การฝึกซ้อมต่อสู้ด้วยมีดนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง อาทิเช่น รับรู้ความตึงเครียดจากการต่อสู้ด้วยมีด เป็นการรวมทักษะทั้งหมดที่เรียนรู้มาใช้ ฝึกควบคุมการหายใจให้สม่ำเสมอเพื่อลดความเหนื่อยขณะทำการฝึกซ้อม (ในภาวะกดดันขณะทำการฝึก มักมีการกลั้นหายใจบางช่วง แต่กลับต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากจึงทำให้เหนื่อยง่ายมาก)


หลายคนเมื่อทำการ Sparring มักดูตอนสุดท้ายที่ใครถูกแทงหรือฟันที่ตำแหน่งใดเพื่อบอกว่าคนไหนชนะ แต่นั้นไม่ใช่ประโยชน์ที่แท้จริงของการฝึกซ้อมแบบนี้ เนื่องจากในระหว่างที่ทำการซ้อมต่อสู้กันนั้นทั้งสองฝ่ายอาจถูกแทงหรือฟัน แต่เนื่องจากเป็นมีดซ้อมจึงไม่ทำให้เกิดบาดแผล ไม่มีผลต่อร่างกาย หากเป็นมีดจริงทุกแผลที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อจิตใจและร่างกายเสมอ ทั้งในแง่ขวัญกำลังใจของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผลของบาดแผลต่อร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหวอาจจำกัดลง การเสียเลือด ความเจ็บปวด เป็นต้น ขึ้นกับตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล การดูเพียงผลสุดท้ายว่าใครถูกแทงหรือฟันในตำแหน่งใดเพียงอย่างเดียวนั้นอาจเป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป


Knife sparring ไม่ใช่เป็นเรื่องของกีฬา เป็นการฝึกฝนทักษะการใช้มีดโดยภาพรวม คนเก่งก็อาจพลาดถูกฟันหรือแทงได้เช่นกัน ไม่มีใครแพ้หรือชนะใน Knife sparring (หลายคนพยายามหาคนแพ้หรือชนะ)


การซ้อมต่อสู้ด้วยมีดนั้นถึงแม้จะใช้มีดซ้อม (ซึ่งมักเป็นมีดที่นิ่ม บางครั้งใช้มีดซ้อมที่แข็ง) แต่ก็มีโอกาสเกิดอันตรายได้หากแทงหรือฟันไปถูกตำแหน่งที่อ่อนแอของร่างกาย ทั้งนี้ขึ้นกับผู้ใช้มีดทั้งสองนั้นสามารถควบคุมอารมณ์และกำลังที่ใช้ในการซ้อมได้หรือไม่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ต้องใส่เครื่องป้องกันร่างกายโดยเฉพาะสายตา ควรใส่แว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ตาเสมอ ส่วนการใส่เครื่องป้องกันส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ศีรษะ ท่อนแขน มือ หน้าแข้ง ลำตัว ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละหลักสูตรการซ้อม แน่นอนว่าการใส่เครื่องป้องกันเหล่านี้อาจทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายติดขัดไม่เป็นธรรมชาติไปบ้างแต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หลักสำคัญของการฝึกซ้อม คือ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก


ดังนั้น Knife sparring ไม่สามารถจำลองการต่อสู้ด้วยมีดจริงได้ทั้งหมดแต่ก็นับได้ว่าใกล้เคียง เราควรรู้ข้อดีและข้อจำกัดของการฝึกซ้อมแต่ละอย่าง เสริมสร้างทักษะด้านต่างๆจากการฝึกซ้อมหลายรูปแบบ และต้องตระหนักว่าความปลอดภัยในการซ้อมต้องมาเป็นอันดับแรก

ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี "สติ"


เรียบเรียงโดย Batman

Saturday, January 30, 2010

หลีกเลี่ยงดีกว่าปะทะ

หลีกเลี่ยงดีกว่าปะทะ



มีคนเคยถามผมว่า “จำเป็นหรือที่เราต้องฝึกศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว” ผมตอบว่า “ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ จำเป็นครับ..... แต่ไม่ใช่จำเป็นที่สุด”


มีมากกว่าหนึ่งวิธีที่คุณจะป้องกันตัวจากการถูกทำร้ายและความรุนแรงต่างๆ ร่างกายที่แข็งแรงและทักษะการต่อสู้เป็นเพียงไพ่ใบสุดท้าย ที่คุณจะทิ้งลงเพื่อเอาชนะบนโต๊ะพนัน และเพื่อประกันว่าคุณจะไม่แพ้ ไพ่ใบสุดท้ายที่คุณเก็บซ่อนไว้อาจเป็นไพ่แต้มสูงสุด แต่คุณก็รู้ดีว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันการแพ้พนัน คือ ไม่เข้าไปในบ่อนตั้งแต่แรก


มีทฤษฎีอยู่ว่า “ไม่มีภัยพิบัติหรืออาชญากรรมใดๆเกิดขึ้นโดยไม่มีเค้าลางหรือสัญญาณเตือนภัยดังมาก่อน” มันอยู่ที่คุณจะสัมผัสหรืออ่านรหัสที่ส่งมาพร้อมสัญญาณนั้นได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับมานานแล้วว่า สัตว์ต่างๆมีประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์หลายร้อยหลายพันเท่า นักวิจัยกำลังพยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจกับความสามารถพิเศษนี้แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น โครงการฝึกปลาโลมาเพื่อค้นหาและกู้ภัยทางทะเล ฝึกนกเพื่อการค้นหาลาดตระเวนทางอากาศ จนถึงฝึกสุนัขเพื่อให้ค้นหาวัตถุระเบิดและยาเสพติด ล่าสุดถึงกับฝึกสุนัขเลี้ยงให้เตือนภัยเมื่อเจ้าของที่มีโรคประจำตัวแล้วมีอาการกำเริบ เช่น เบาหวาน, มะเร็ง เพราะสุนัขมีประสาทดมกลิ่นที่สัมผัสได้ถึงอาการเริ่มต้นของโรคนั้นๆ กลิ่นซึ่งเครื่องมือทันสมัยที่สุดก็ยังตรวจไม่พบ


มนุษย์ไม่มีประสาทสัมผัสที่ดีเท่าสัตว์แต่เรามีสมองที่ใหญ่กว่าในการรวบรวมข้อมูลและประมวลผลเพื่อการเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่า รวมทั้งการเก็บผลลัพธ์ไว้เป็นประสบการณ์แล้วถ่ายทอดต่อๆกันไป แต่เพราะการอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เรามีเครื่องมือมากมายเพื่อทำหน้าที่แทนประสาทสัมผัสของเรา แล้วก็พึ่งพามันมากจนละเลยความสามารถพิเศษที่เรามี


เราลืมไปว่าไม่มีเครื่องมือใดๆที่จะมาแทนที่ประสบการณ์และความสามารถในการประมวลผลและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ สิ่งเหล่านี้สมองเราทำได้และทำอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีแนวโน้มจะเกิดภัยคุกคาม สมองจะส่งสัญญาณเตือนในรูปของลางสังหรณ์ ซึ่งแสดงออกทางร่างกายโดยอาการต่างๆ ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย ลังเล ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เราอาจสัมผัสไม่ได้หรือได้แต่ละเลยเสียเพราะไม่เข้าใจมัน จนเดินเข้าสู่กับดักอาชญากรรมความรุนแรง ถึงตอนนั้นแม้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทักษะการต่อสู้ก็ช่วยเราไม่ได้ เพราะคนร้ายในยุคสมัยนี้มักลอบเล่นงานเราลับหลังไม่เปิดโอกาสให้เราได้ตั้งตัว

ทางเดียวที่จะมีโอกาสป้องกันตัว คือ ต้องรู้ตัวก่อนว่าจะถูกเล่นงานโดยพยายามใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ตาต้องกวาดมองรอบตัวอย่างพินิจพิเคราะห์ มองหาสิ่งผิดปกติต่างๆ ทั้งสิ่งของและผู้คนที่อยู่ผิดที่ผิดทาง หูคอยรับฟังเสียงที่ได้ยิน แยกแยะเสียงผิดปกติอันอาจเกิดจากคนร้ายที่แฝงตัวอยู่ จมูกต้องคอยรับกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นกลิ่นสารเคมีที่เป็นพิษต่อเรา ประสาทสัมผัสผิวหนังทั้งมือและเท้าก็คอยตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้มที่เราอยู่หรือจะมุ่งไป เพื่อเตือนร่างกายให้เตรียมรับสภาพภูมิประเทศที่แตกต่าง ลิ้นควรทำหน้าที่พิสูจน์รสชาติที่ผิดปรกติอันเกิดจากคนร้ายผสมยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับในอาหารหรือเครื่องดื่มซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับข่าวจากสื่ออยู่บ่อยๆ


การพยายามรวบรวมข้อมูลรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าให้สมองไว้ประมวลผลและส่งสัญญาณเตือนภัยแก่เราอาจได้ผลไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรามีประสิทธิภาพและทักษะน้อยเกินไปแต่ก็ควรเริ่มต้นฝึกฝนได้ ส่วนข้อผิดพลาดที่เหลืออยู่อันเป็นเหตุให้คุณต้องเผชิญหน้ากับคนร้าย ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเตรียมพร้อมและฝึกฝนการป้องกันตัวได้ดีเพียงใด นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่คุณต้องทิ้งลงเพื่อช่วยให้คุณรอดจากภัยคุกคาม อย่ามัวลังเลอยู่เลยรีบออกไปฝึกฝนเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายของเรากันเถอะ ฝึกไว้ไม่ได้ใช้ยังดีกว่าจำเป็นต้องใช้แล้วว่างเปล่า


เรียบเรียงโดย Snap shot

Tuesday, January 26, 2010

How to prepare for self-defense


How to prepare for self-defense



ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อของคนร้ายไม่ว่าจากการชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม ข่มขืน เพราะโดยสภาพร่างกายแล้วย่อมอ่อนแอกว่าผู้ชายซึ่งมักเป็นคนร้าย แต่สิ่งนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป หากผู้หญิงเหล่านี้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด วิธีเผชิญเหตุการณ์ และวิธีแก้ปัญหาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมกับพวกเขา ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอาจทำให้เบาบางลงหรือหมดไปได้


การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายย่อมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการป้องกันตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สามัญสำนึกก็พอ แต่บางครั้งความรีบเร่งอาจทำให้ละเลยไปได้ จะขอยกตัวอย่างบางสิ่งที่อาจช่วยป้องกันการเกิดภัยคุกคามได้



- เชื่อในสัญชาติญาณของคุณ (Instinct) มันเป็นความรู้สึกที่อยู่ส่วนลึกในจิตใจ ซึ่งจะทำให้คุณเกิดความลังเลก่อนที่จะทำอะไรลงไป หากมีความรู้สึกไม่ปกติหรือไม่ค่อยสบายใจต่อสถานการณ์หรือสถานที่ใดก็ตาม ให้รีบออกมาจากที่นั้น อย่าทำอะไรที่ขัดกับความรู้สึกไม่ดีนั้น


- การรับรู้สิ่งรอบกาย (Awareness) เป็นเครื่องมือสำคัญมากอย่างหนึ่งของการป้องกันตัวเอง เมื่อคุณเปิดตา เปิดหู เปิดใจ รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว คุณจะสามารถสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และหาทางแก้ไขหรือป้องกันก่อนเกิดเหตุ เช่น ถ้าคิดว่าจำเป็นจะต้องหาคนเดินไปส่งที่รถเป็นเพื่อนเพื่อความปลอดภัยก็จงทำเสีย


- ถ้าต้องออกไปในที่สาธารณะก็จงอย่าใส่สิ่งของมีค่าให้เห็นเด่นชัด เพราะมันเป็นตัวล่อให้ภัยคุกคามมาหาคุณ


- เดินด้วยความมั่นใจ ศีรษะตั้งตรง ด้วยท่าทางเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งว่าเรามีความมั่นใจเป็นการยากที่จะขโมยหรือลักทรัพย์ พวกโจรมักมองหาเหยื่อที่ไม่ค่อยระวังตัวมากกว่า อีกทั้งการเดินศีรษะตรงเป็นการเปิดตาสามารถมองรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าการเดินมองพื้น ซึ่งภัยคุกคามสามารถเข้าประชิดตัวได้ง่ายกว่า


- ในยามเผชิญหน้ากับภัยคุกคามให้สบสายตาตลอดและอาจต้องตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือ มันเป็นภาษากายที่บอกกับคนร้ายว่าเราไม่ใช่คนโง่และพร้อมที่จะตอบโต้เมื่อจำเป็น (คนร้ายมักไม่เลือกเหยื่อที่อาจทำให้เกิดความยุ่งยาก)


- การใช้บริการขนส่งสาธารณะในขณะที่มีผู้คนใช้ร่วมกันมากๆจะปลอดภัย แต่ถ้าเป็นในช่วงเวลาหรือสถานที่เปลี่ยวอาจเกิดอันตรายจากพวกมิจฉาชีพได้ หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง


- หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจากภัยคุกคามได้แล้ว ก็จงใช้ประโยชน์จากสิ่งของรอบตัวเองให้มากที่สุด หรือใช้สิ่งที่คุณพกพาติดตัวไว้เพื่อการป้องกันตัว เช่น กุญแจ ขวดน้ำหอม ปากกา ไม้ ขวดน้ำ เป็นต้น หรือใช้อวัยวะของคุณเอง เช่น ฟัน (กัด) นิ้ว (Finger jab) เตะ ศอก หมัด ส้นมือกระแทก เข่า ร้องตะโกน เป้านกหวีด จุดประสงค์เพื่อให้มีเวลามากพอที่คุณจะหนีได้



- อาจพกสเปรย์พริกไทย นกหวีด ติดกระเป๋าไว้ซึ่งสามารถใช้ได้ในยามจำเป็น อีกทั้งยังมีอาวุธซึ่งผู้หญิงใช้ได้ไม่ยากนักแต่อาจต้องฝึกฝนบ้าง เช่น Kubotan (เป็นแท่งเหล็กกลมยาวประมาณ 5.5 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.56 นิ้ว เซาะร่องกันลื่นไว้รอบแท่งเพื่อให้กำได้ไม่ลื่น มีไว้สำหรับใช้กระแทก หรือกดบนร่างกายตำแหน่งที่สำคัญ) แท่ง Kuboton เหล่านี้อาจติดไว้กับกุญแจ และคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่ามันใช้เป็นอาวุธได้



การป้องกันย่อมดีที่สุด แต่เมื่อมีภัยคุกคามเกิดขึ้นแล้วอย่าคาดหวังว่าจะมีคนมาช่วย เราต้องพึ่งตนเองหาวิธีและเรียนรู้วิธีเอาตัวรอด ความกลัวอาจเป็นทั้งมิตรและศัตรูของเราเอง เราควรเรียนรู้ที่จะใช้ความกลัวผลักดันตัวเองเพื่อความอยู่รอด พยายามสร้างความได้เปรียบให้เหนือคนร้ายให้มากที่สุด รู้ว่าจะเก็บสิ่งของที่อาจใช้ช่วยในยามจำเป็นไว้ที่ไหน (พยามเก็บไว้หลายที่ เพราะถ้าเก็บไว้ในกระเป๋าถือทุกอย่าง ซึ่งคนร้ายมักยึดหรือขโมยกระเป๋าถือเป็นอย่างแรก เราก็จะไม่เหลืออะไรไว้ป้องกันตัวเลย)


นอกจากนั้นร่างกายของเราเองก็เป็นอาวุธที่ดีได้เช่นกัน หากเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้


สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”

เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Anticipation-How to prepare yourself for a dangerous situation ของ Self defense, a practical guide to self defense for women, Kubotan key chain ของ self defense 4 women
 

Samsung LCD televisions