Knife sparring
การฝึกมีดประกอบด้วยหลายส่วน ตั้งแต่การถือมีด ท่ายืน การตั้งรับ การบุก การเคลื่อนที่ (Footwork) เรียนรู้การเคลื่อนไหวของมีดในทิศทางพื้นฐานต่างๆ เรียนรู้ตำแหน่งในการโจมตีด้วยมีด นอกจากนั้นยังมีการฝึกซ้อมต่อสู้ด้วยมีดกับคู่ต่อสู้ที่ใช้มีดด้วยกัน (ใช้มีดซ้อม) หรือที่เรียกว่า Knife sparring
การฝึกซ้อมต่อสู้ด้วยมีดนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง อาทิเช่น รับรู้ความตึงเครียดจากการต่อสู้ด้วยมีด เป็นการรวมทักษะทั้งหมดที่เรียนรู้มาใช้ ฝึกควบคุมการหายใจให้สม่ำเสมอเพื่อลดความเหนื่อยขณะทำการฝึกซ้อม (ในภาวะกดดันขณะทำการฝึก มักมีการกลั้นหายใจบางช่วง แต่กลับต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากจึงทำให้เหนื่อยง่ายมาก)
หลายคนเมื่อทำการ Sparring มักดูตอนสุดท้ายที่ใครถูกแทงหรือฟันที่ตำแหน่งใดเพื่อบอกว่าคนไหนชนะ แต่นั้นไม่ใช่ประโยชน์ที่แท้จริงของการฝึกซ้อมแบบนี้ เนื่องจากในระหว่างที่ทำการซ้อมต่อสู้กันนั้นทั้งสองฝ่ายอาจถูกแทงหรือฟัน แต่เนื่องจากเป็นมีดซ้อมจึงไม่ทำให้เกิดบาดแผล ไม่มีผลต่อร่างกาย หากเป็นมีดจริงทุกแผลที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อจิตใจและร่างกายเสมอ ทั้งในแง่ขวัญกำลังใจของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผลของบาดแผลต่อร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหวอาจจำกัดลง การเสียเลือด ความเจ็บปวด เป็นต้น ขึ้นกับตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล การดูเพียงผลสุดท้ายว่าใครถูกแทงหรือฟันในตำแหน่งใดเพียงอย่างเดียวนั้นอาจเป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป
Knife sparring ไม่ใช่เป็นเรื่องของกีฬา เป็นการฝึกฝนทักษะการใช้มีดโดยภาพรวม คนเก่งก็อาจพลาดถูกฟันหรือแทงได้เช่นกัน ไม่มีใครแพ้หรือชนะใน Knife sparring (หลายคนพยายามหาคนแพ้หรือชนะ)
การซ้อมต่อสู้ด้วยมีดนั้นถึงแม้จะใช้มีดซ้อม (ซึ่งมักเป็นมีดที่นิ่ม บางครั้งใช้มีดซ้อมที่แข็ง) แต่ก็มีโอกาสเกิดอันตรายได้หากแทงหรือฟันไปถูกตำแหน่งที่อ่อนแอของร่างกาย ทั้งนี้ขึ้นกับผู้ใช้มีดทั้งสองนั้นสามารถควบคุมอารมณ์และกำลังที่ใช้ในการซ้อมได้หรือไม่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ต้องใส่เครื่องป้องกันร่างกายโดยเฉพาะสายตา ควรใส่แว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ตาเสมอ ส่วนการใส่เครื่องป้องกันส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ศีรษะ ท่อนแขน มือ หน้าแข้ง ลำตัว ก็แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละหลักสูตรการซ้อม แน่นอนว่าการใส่เครื่องป้องกันเหล่านี้อาจทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายติดขัดไม่เป็นธรรมชาติไปบ้างแต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หลักสำคัญของการฝึกซ้อม คือ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก
ดังนั้น Knife sparring ไม่สามารถจำลองการต่อสู้ด้วยมีดจริงได้ทั้งหมดแต่ก็นับได้ว่าใกล้เคียง เราควรรู้ข้อดีและข้อจำกัดของการฝึกซ้อมแต่ละอย่าง เสริมสร้างทักษะด้านต่างๆจากการฝึกซ้อมหลายรูปแบบ และต้องตระหนักว่าความปลอดภัยในการซ้อมต้องมาเป็นอันดับแรก
ทุกครั้งที่จับมีดขอให้มี "สติ"
เรียบเรียงโดย Batman
Sunday, January 31, 2010
Saturday, January 30, 2010
หลีกเลี่ยงดีกว่าปะทะ
หลีกเลี่ยงดีกว่าปะทะ
มีคนเคยถามผมว่า “จำเป็นหรือที่เราต้องฝึกศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว” ผมตอบว่า “ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ จำเป็นครับ..... แต่ไม่ใช่จำเป็นที่สุด”
มีทฤษฎีอยู่ว่า “ไม่มีภัยพิบัติหรืออาชญากรรมใดๆเกิดขึ้นโดยไม่มีเค้าลางหรือสัญญาณเตือนภัยดังมาก่อน” มันอยู่ที่คุณจะสัมผัสหรืออ่านรหัสที่ส่งมาพร้อมสัญญาณนั้นได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับมานานแล้วว่า สัตว์ต่างๆมีประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์หลายร้อยหลายพันเท่า นักวิจัยกำลังพยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจกับความสามารถพิเศษนี้แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น โครงการฝึกปลาโลมาเพื่อค้นหาและกู้ภัยทางทะเล ฝึกนกเพื่อการค้นหาลาดตระเวนทางอากาศ จนถึงฝึกสุนัขเพื่อให้ค้นหาวัตถุระเบิดและยาเสพติด ล่าสุดถึงกับฝึกสุนัขเลี้ยงให้เตือนภัยเมื่อเจ้าของที่มีโรคประจำตัวแล้วมีอาการกำเริบ เช่น เบาหวาน, มะเร็ง เพราะสุนัขมีประสาทดมกลิ่นที่สัมผัสได้ถึงอาการเริ่มต้นของโรคนั้นๆ กลิ่นซึ่งเครื่องมือทันสมัยที่สุดก็ยังตรวจไม่พบ
มนุษย์ไม่มีประสาทสัมผัสที่ดีเท่าสัตว์แต่เรามีสมองที่ใหญ่กว่าในการรวบรวมข้อมูลและประมวลผลเพื่อการเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่า รวมทั้งการเก็บผลลัพธ์ไว้เป็นประสบการณ์แล้วถ่ายทอดต่อๆกันไป แต่เพราะการอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เรามีเครื่องมือมากมายเพื่อทำหน้าที่แทนประสาทสัมผัสของเรา แล้วก็พึ่งพามันมากจนละเลยความสามารถพิเศษที่เรามี
เราลืมไปว่าไม่มีเครื่องมือใดๆที่จะมาแทนที่ประสบการณ์และความสามารถในการประมวลผลและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ สิ่งเหล่านี้สมองเราทำได้และทำอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีแนวโน้มจะเกิดภัยคุกคาม สมองจะส่งสัญญาณเตือนในรูปของลางสังหรณ์ ซึ่งแสดงออกทางร่างกายโดยอาการต่างๆ ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย ลังเล ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เราอาจสัมผัสไม่ได้หรือได้แต่ละเลยเสียเพราะไม่เข้าใจมัน จนเดินเข้าสู่กับดักอาชญากรรมความรุนแรง ถึงตอนนั้นแม้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทักษะการต่อสู้ก็ช่วยเราไม่ได้ เพราะคนร้ายในยุคสมัยนี้มักลอบเล่นงานเราลับหลังไม่เปิดโอกาสให้เราได้ตั้งตัว
ทางเดียวที่จะมีโอกาสป้องกันตัว คือ ต้องรู้ตัวก่อนว่าจะถูกเล่นงานโดยพยายามใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ตาต้องกวาดมองรอบตัวอย่างพินิจพิเคราะห์ มองหาสิ่งผิดปกติต่างๆ ทั้งสิ่งของและผู้คนที่อยู่ผิดที่ผิดทาง หูคอยรับฟังเสียงที่ได้ยิน แยกแยะเสียงผิดปกติอันอาจเกิดจากคนร้ายที่แฝงตัวอยู่ จมูกต้องคอยรับกลิ่นผิดปกติ อาจเป็นกลิ่นสารเคมีที่เป็นพิษต่อเรา ประสาทสัมผัสผิวหนังทั้งมือและเท้าก็คอยตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้มที่เราอยู่หรือจะมุ่งไป เพื่อเตือนร่างกายให้เตรียมรับสภาพภูมิประเทศที่แตกต่าง ลิ้นควรทำหน้าที่พิสูจน์รสชาติที่ผิดปรกติอันเกิดจากคนร้ายผสมยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับในอาหารหรือเครื่องดื่มซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับข่าวจากสื่ออยู่บ่อยๆ
การพยายามรวบรวมข้อมูลรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าให้สมองไว้ประมวลผลและส่งสัญญาณเตือนภัยแก่เราอาจได้ผลไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรามีประสิทธิภาพและทักษะน้อยเกินไปแต่ก็ควรเริ่มต้นฝึกฝนได้ ส่วนข้อผิดพลาดที่เหลืออยู่อันเป็นเหตุให้คุณต้องเผชิญหน้ากับคนร้าย ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเตรียมพร้อมและฝึกฝนการป้องกันตัวได้ดีเพียงใด นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่คุณต้องทิ้งลงเพื่อช่วยให้คุณรอดจากภัยคุกคาม อย่ามัวลังเลอยู่เลยรีบออกไปฝึกฝนเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายของเรากันเถอะ ฝึกไว้ไม่ได้ใช้ยังดีกว่าจำเป็นต้องใช้แล้วว่างเปล่า
เรียบเรียงโดย Snap shot
มีคนเคยถามผมว่า “จำเป็นหรือที่เราต้องฝึกศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตัว” ผมตอบว่า “ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ จำเป็นครับ..... แต่ไม่ใช่จำเป็นที่สุด”
มีมากกว่าหนึ่งวิธีที่คุณจะป้องกันตัวจากการถูกทำร้ายและความรุนแรงต่างๆ ร่างกายที่แข็งแรงและทักษะการต่อสู้เป็นเพียงไพ่ใบสุดท้าย ที่คุณจะทิ้งลงเพื่อเอาชนะบนโต๊ะพนัน และเพื่อประกันว่าคุณจะไม่แพ้ ไพ่ใบสุดท้ายที่คุณเก็บซ่อนไว้อาจเป็นไพ่แต้มสูงสุด แต่คุณก็รู้ดีว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันการแพ้พนัน คือ ไม่เข้าไปในบ่อนตั้งแต่แรก
มีทฤษฎีอยู่ว่า “ไม่มีภัยพิบัติหรืออาชญากรรมใดๆเกิดขึ้นโดยไม่มีเค้าลางหรือสัญญาณเตือนภัยดังมาก่อน” มันอยู่ที่คุณจะสัมผัสหรืออ่านรหัสที่ส่งมาพร้อมสัญญาณนั้นได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับมานานแล้วว่า สัตว์ต่างๆมีประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและมีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์หลายร้อยหลายพันเท่า นักวิจัยกำลังพยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจกับความสามารถพิเศษนี้แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น โครงการฝึกปลาโลมาเพื่อค้นหาและกู้ภัยทางทะเล ฝึกนกเพื่อการค้นหาลาดตระเวนทางอากาศ จนถึงฝึกสุนัขเพื่อให้ค้นหาวัตถุระเบิดและยาเสพติด ล่าสุดถึงกับฝึกสุนัขเลี้ยงให้เตือนภัยเมื่อเจ้าของที่มีโรคประจำตัวแล้วมีอาการกำเริบ เช่น เบาหวาน, มะเร็ง เพราะสุนัขมีประสาทดมกลิ่นที่สัมผัสได้ถึงอาการเริ่มต้นของโรคนั้นๆ กลิ่นซึ่งเครื่องมือทันสมัยที่สุดก็ยังตรวจไม่พบมนุษย์ไม่มีประสาทสัมผัสที่ดีเท่าสัตว์แต่เรามีสมองที่ใหญ่กว่าในการรวบรวมข้อมูลและประมวลผลเพื่อการเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ดีกว่า รวมทั้งการเก็บผลลัพธ์ไว้เป็นประสบการณ์แล้วถ่ายทอดต่อๆกันไป แต่เพราะการอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้เรามีเครื่องมือมากมายเพื่อทำหน้าที่แทนประสาทสัมผัสของเรา แล้วก็พึ่งพามันมากจนละเลยความสามารถพิเศษที่เรามี
เราลืมไปว่าไม่มีเครื่องมือใดๆที่จะมาแทนที่ประสบการณ์และความสามารถในการประมวลผลและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ สิ่งเหล่านี้สมองเราทำได้และทำอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีแนวโน้มจะเกิดภัยคุกคาม สมองจะส่งสัญญาณเตือนในรูปของลางสังหรณ์ ซึ่งแสดงออกทางร่างกายโดยอาการต่างๆ ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่ปลอดภัย ลังเล ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เราอาจสัมผัสไม่ได้หรือได้แต่ละเลยเสียเพราะไม่เข้าใจมัน จนเดินเข้าสู่กับดักอาชญากรรมความรุนแรง ถึงตอนนั้นแม้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทักษะการต่อสู้ก็ช่วยเราไม่ได้ เพราะคนร้ายในยุคสมัยนี้มักลอบเล่นงานเราลับหลังไม่เปิดโอกาสให้เราได้ตั้งตัวการพยายามรวบรวมข้อมูลรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าให้สมองไว้ประมวลผลและส่งสัญญาณเตือนภัยแก่เราอาจได้ผลไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรามีประสิทธิภาพและทักษะน้อยเกินไปแต่ก็ควรเริ่มต้นฝึกฝนได้ ส่วนข้อผิดพลาดที่เหลืออยู่อันเป็นเหตุให้คุณต้องเผชิญหน้ากับคนร้าย ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเตรียมพร้อมและฝึกฝนการป้องกันตัวได้ดีเพียงใด นี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่คุณต้องทิ้งลงเพื่อช่วยให้คุณรอดจากภัยคุกคาม อย่ามัวลังเลอยู่เลยรีบออกไปฝึกฝนเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายของเรากันเถอะ ฝึกไว้ไม่ได้ใช้ยังดีกว่าจำเป็นต้องใช้แล้วว่างเปล่า
เรียบเรียงโดย Snap shot
Tuesday, January 26, 2010
How to prepare for self-defense
How to prepare for self-defense
ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อของคนร้ายไม่ว่าจากการชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม ข่มขืน เพราะโดยสภาพร่างกายแล้วย่อมอ่อนแอกว่าผู้ชายซึ่งมักเป็นคนร้าย แต่สิ่งนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป หากผู้หญิงเหล่านี้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด วิธีเผชิญเหตุการณ์ และวิธีแก้ปัญหาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมกับพวกเขา ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอาจทำให้เบาบางลงหรือหมดไปได้
การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายย่อมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการป้องกันตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สามัญสำนึกก็พอ แต่บางครั้งความรีบเร่งอาจทำให้ละเลยไปได้ จะขอยกตัวอย่างบางสิ่งที่อาจช่วยป้องกันการเกิดภัยคุกคามได้
- เชื่อในสัญชาติญาณของคุณ (Instinct) มันเป็นความรู้สึกที่อยู่ส่วนลึกในจิตใจ ซึ่งจะทำให้คุณเกิดความลังเลก่อนที่จะทำอะไรลงไป หากมีความรู้สึกไม่ปกติหรือไม่ค่อยสบายใจต่อสถานการณ์หรือสถานที่ใดก็ตาม ให้รีบออกมาจากที่นั้น อย่าทำอะไรที่ขัดกับความรู้สึกไม่ดีนั้น
- เดินด้วยความมั่นใจ ศีรษะตั้งตรง ด้วยท่าทางเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งว่าเรามีความมั่นใจเป็นการยากที่จะขโมยหรือลักทรัพย์ พวกโจรมักมองหาเหยื่อที่ไม่ค่อยระวังตัวมากกว่า อีกทั้งการเดินศีรษะตรงเป็นการเปิดตาสามารถมองรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าการเดินมองพื้น ซึ่งภัยคุกคามสามารถเข้าประชิดตัวได้ง่ายกว่า
- ในยามเผชิญหน้ากับภัยคุกคามให้สบสายตาตลอดและอาจต้องตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือ มันเป็นภาษากายที่บอกกับคนร้ายว่าเราไม่ใช่คนโง่และพร้อมที่จะตอบโต้เมื่อจำเป็น (คนร้ายมักไม่เลือกเหยื่อที่อาจทำให้เกิดความยุ่งยาก)
- การใช้บริการขนส่งสาธารณะในขณะที่มีผู้คนใช้ร่วมกันมากๆจะปลอดภัย แต่ถ้าเป็นในช่วงเวลาหรือสถานที่เปลี่ยวอาจเกิดอันตรายจากพวกมิจฉาชีพได้ หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง
- หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจากภัยคุกคามได้แล้ว ก็จงใช้ประโยชน์จากสิ่งของรอบตัวเองให้มากที่สุด หรือใช้สิ่งที่คุณพกพาติดตัวไว้เพื่อการป้องกันตัว เช่น กุญแจ ขวดน้ำหอม ปากกา ไม้ ขวดน้ำ เป็นต้น หรือใช้อวัยวะของคุณเอง เช่น ฟัน (กัด) นิ้ว (Finger jab) เตะ ศอก หมัด ส้นมือกระแทก เข่า ร้องตะโกน เป้านกหวีด จุดประสงค์เพื่อให้มีเวลามากพอที่คุณจะหนีได้
- อาจพกสเปรย์พริกไทย นกหวีด ติดกระเป๋าไว้ซึ่งสามารถใช้ได้ในยามจำเป็น อีกทั้งยังมีอาวุธซึ่งผู้หญิงใช้ได้ไม่ยากนักแต่อาจต้องฝึกฝนบ้าง เช่น Kubotan (เป็นแท่งเหล็กกลมยาวประมาณ 5.5 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.56 นิ้ว เซาะร่องกันลื่นไว้รอบแท่งเพื่อให้กำได้ไม่ลื่น มีไว้สำหรับใช้กระแทก หรือกดบนร่างกายตำแหน่งที่สำคัญ) แท่ง Kuboton เหล่านี้อาจติดไว้กับกุญแจ และคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่ามันใช้เป็นอาวุธได้
การป้องกันย่อมดีที่สุด แต่เมื่อมีภัยคุกคามเกิดขึ้นแล้วอย่าคาดหวังว่าจะมีคนมาช่วย เราต้องพึ่งตนเองหาวิธีและเรียนรู้วิธีเอาตัวรอด ความกลัวอาจเป็นทั้งมิตรและศัตรูของเราเอง เราควรเรียนรู้ที่จะใช้ความกลัวผลักดันตัวเองเพื่อความอยู่รอด พยายามสร้างความได้เปรียบให้เหนือคนร้ายให้มากที่สุด รู้ว่าจะเก็บสิ่งของที่อาจใช้ช่วยในยามจำเป็นไว้ที่ไหน (พยามเก็บไว้หลายที่ เพราะถ้าเก็บไว้ในกระเป๋าถือทุกอย่าง ซึ่งคนร้ายมักยึดหรือขโมยกระเป๋าถือเป็นอย่างแรก เราก็จะไม่เหลืออะไรไว้ป้องกันตัวเลย)
นอกจากนั้นร่างกายของเราเองก็เป็นอาวุธที่ดีได้เช่นกัน หากเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้
สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Anticipation-How to prepare yourself for a dangerous situation ของ Self defense, a practical guide to self defense for women, Kubotan key chain ของ self defense 4 women
ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อของคนร้ายไม่ว่าจากการชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม ข่มขืน เพราะโดยสภาพร่างกายแล้วย่อมอ่อนแอกว่าผู้ชายซึ่งมักเป็นคนร้าย แต่สิ่งนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนี้เสมอไป หากผู้หญิงเหล่านี้เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด วิธีเผชิญเหตุการณ์ และวิธีแก้ปัญหาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมกับพวกเขา ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นอาจทำให้เบาบางลงหรือหมดไปได้
การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายย่อมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการป้องกันตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สามัญสำนึกก็พอ แต่บางครั้งความรีบเร่งอาจทำให้ละเลยไปได้ จะขอยกตัวอย่างบางสิ่งที่อาจช่วยป้องกันการเกิดภัยคุกคามได้
- เชื่อในสัญชาติญาณของคุณ (Instinct) มันเป็นความรู้สึกที่อยู่ส่วนลึกในจิตใจ ซึ่งจะทำให้คุณเกิดความลังเลก่อนที่จะทำอะไรลงไป หากมีความรู้สึกไม่ปกติหรือไม่ค่อยสบายใจต่อสถานการณ์หรือสถานที่ใดก็ตาม ให้รีบออกมาจากที่นั้น อย่าทำอะไรที่ขัดกับความรู้สึกไม่ดีนั้น
- การรับรู้สิ่งรอบกาย (Awareness) เป็นเครื่องมือสำคัญมากอย่างหนึ่งของการป้องกันตัวเอง เมื่อคุณเปิดตา เปิดหู เปิดใจ รับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว คุณจะสามารถสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และหาทางแก้ไขหรือป้องกันก่อนเกิดเหตุ เช่น ถ้าคิดว่าจำเป็นจะต้องหาคนเดินไปส่งที่รถเป็นเพื่อนเพื่อความปลอดภัยก็จงทำเสีย
- ถ้าต้องออกไปในที่สาธารณะก็จงอย่าใส่สิ่งของมีค่าให้เห็นเด่นชัด เพราะมันเป็นตัวล่อให้ภัยคุกคามมาหาคุณ- เดินด้วยความมั่นใจ ศีรษะตั้งตรง ด้วยท่าทางเช่นนี้เป็นเครื่องบ่งว่าเรามีความมั่นใจเป็นการยากที่จะขโมยหรือลักทรัพย์ พวกโจรมักมองหาเหยื่อที่ไม่ค่อยระวังตัวมากกว่า อีกทั้งการเดินศีรษะตรงเป็นการเปิดตาสามารถมองรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าการเดินมองพื้น ซึ่งภัยคุกคามสามารถเข้าประชิดตัวได้ง่ายกว่า
- ในยามเผชิญหน้ากับภัยคุกคามให้สบสายตาตลอดและอาจต้องตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือ มันเป็นภาษากายที่บอกกับคนร้ายว่าเราไม่ใช่คนโง่และพร้อมที่จะตอบโต้เมื่อจำเป็น (คนร้ายมักไม่เลือกเหยื่อที่อาจทำให้เกิดความยุ่งยาก)
- การใช้บริการขนส่งสาธารณะในขณะที่มีผู้คนใช้ร่วมกันมากๆจะปลอดภัย แต่ถ้าเป็นในช่วงเวลาหรือสถานที่เปลี่ยวอาจเกิดอันตรายจากพวกมิจฉาชีพได้ หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง
- หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจากภัยคุกคามได้แล้ว ก็จงใช้ประโยชน์จากสิ่งของรอบตัวเองให้มากที่สุด หรือใช้สิ่งที่คุณพกพาติดตัวไว้เพื่อการป้องกันตัว เช่น กุญแจ ขวดน้ำหอม ปากกา ไม้ ขวดน้ำ เป็นต้น หรือใช้อวัยวะของคุณเอง เช่น ฟัน (กัด) นิ้ว (Finger jab) เตะ ศอก หมัด ส้นมือกระแทก เข่า ร้องตะโกน เป้านกหวีด จุดประสงค์เพื่อให้มีเวลามากพอที่คุณจะหนีได้
- อาจพกสเปรย์พริกไทย นกหวีด ติดกระเป๋าไว้ซึ่งสามารถใช้ได้ในยามจำเป็น อีกทั้งยังมีอาวุธซึ่งผู้หญิงใช้ได้ไม่ยากนักแต่อาจต้องฝึกฝนบ้าง เช่น Kubotan (เป็นแท่งเหล็กกลมยาวประมาณ 5.5 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.56 นิ้ว เซาะร่องกันลื่นไว้รอบแท่งเพื่อให้กำได้ไม่ลื่น มีไว้สำหรับใช้กระแทก หรือกดบนร่างกายตำแหน่งที่สำคัญ) แท่ง Kuboton เหล่านี้อาจติดไว้กับกุญแจ และคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่ามันใช้เป็นอาวุธได้การป้องกันย่อมดีที่สุด แต่เมื่อมีภัยคุกคามเกิดขึ้นแล้วอย่าคาดหวังว่าจะมีคนมาช่วย เราต้องพึ่งตนเองหาวิธีและเรียนรู้วิธีเอาตัวรอด ความกลัวอาจเป็นทั้งมิตรและศัตรูของเราเอง เราควรเรียนรู้ที่จะใช้ความกลัวผลักดันตัวเองเพื่อความอยู่รอด พยายามสร้างความได้เปรียบให้เหนือคนร้ายให้มากที่สุด รู้ว่าจะเก็บสิ่งของที่อาจใช้ช่วยในยามจำเป็นไว้ที่ไหน (พยามเก็บไว้หลายที่ เพราะถ้าเก็บไว้ในกระเป๋าถือทุกอย่าง ซึ่งคนร้ายมักยึดหรือขโมยกระเป๋าถือเป็นอย่างแรก เราก็จะไม่เหลืออะไรไว้ป้องกันตัวเลย)
นอกจากนั้นร่างกายของเราเองก็เป็นอาวุธที่ดีได้เช่นกัน หากเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้
สุดท้ายนี้ขอให้ตั้ง “สติ” ทุกครั้งเมื่อเผชิญเหตุ และขอให้ “พลังจงอยู่กับท่าน”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง Anticipation-How to prepare yourself for a dangerous situation ของ Self defense, a practical guide to self defense for women, Kubotan key chain ของ self defense 4 women
Monday, January 25, 2010
Sunday, January 24, 2010
การฝึกอบรม THAI SELF-DEFENSE 3
การฝึกอบรม THAI SELF-DEFENSE 3
เปิดรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวสำหรับประชาชนทั่วไปหลักสูตร 3 (Thai Self-Defense 3)
จุดประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการป้องกันตัวในสถานการณ์วิกฤติให้กับประชาชนทั่วไป
เนื้อหาการฝึกอบรม (การบรรยายและปฏิบัติ)
- หลักการป้องกันตัวและการประเมินสถานการณ์
- ทบทวนความรู้พื้นฐาน
- การป้องกันตัวในที่แคบ (Confined space self-defense)
- การป้องกันตัวด้วยสิ่งของรอบตัว (Improvised weapons for self-defense)
- การป้องกันตัวใน “รถ” จากการถูกจี้ด้วยอาวุธ มีด ปืน และเชือกรัดคอ (Self-defense inside a car)
ระยะเวลาการฝึกอบรม วันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน เวลา 9:00 - 16:00 น. (จะโทรยืนยันวันฝึกที่แน่นอนอีกครั้ง)
ผู้รับการฝึกอบรม หญิงหรือชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองยินยอม) ต้องผ่านหลักสูตร THAI SELF-DEFENSE 2 มาก่อน (รับจำนวนจำกัด)
สถานที่ ชั้น 3 ร้านขอขวัญ เลขที่ 102/24 ซอย พัฒนาการ 58 เยื้อง ร.ร. เตรียมพัฒนาการ เขต สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
แผนที่
GPS N 13-43-832, E 100-38-871
ค่าฝึกอบรม (โอนเงิน) 2800 บาท/ท่าน (รวมค่าอาหาร)
การแต่งกาย เสื้อยืด กางเกงวอร์ม หรือ แต่งกายรัดกุม
เอกสารประกอบการสมัคร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ, ใบยินยอมจากผู้ปกครอง (ในกรณีผู้รับการฝึกอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์)
ครูฝึก ครู วีระ (Batman), ครู เจี๊ยบ, ครู Snap shot
ติดต่อ คุณ ต่าย โทร. 089-817-7815, Fax. 02-349-6207
e-mail : thaiselfdefense@gmail.com
www.thaiselfdefense.com
เปิดรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวสำหรับประชาชนทั่วไปหลักสูตร 3 (Thai Self-Defense 3)
จุดประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการป้องกันตัวในสถานการณ์วิกฤติให้กับประชาชนทั่วไป
เนื้อหาการฝึกอบรม (การบรรยายและปฏิบัติ)
- หลักการป้องกันตัวและการประเมินสถานการณ์
- ทบทวนความรู้พื้นฐาน
- การป้องกันตัวในที่แคบ (Confined space self-defense)
- การป้องกันตัวด้วยสิ่งของรอบตัว (Improvised weapons for self-defense)
- การป้องกันตัวใน “รถ” จากการถูกจี้ด้วยอาวุธ มีด ปืน และเชือกรัดคอ (Self-defense inside a car)
ระยะเวลาการฝึกอบรม วันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน เวลา 9:00 - 16:00 น. (จะโทรยืนยันวันฝึกที่แน่นอนอีกครั้ง)
ผู้รับการฝึกอบรม หญิงหรือชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองยินยอม) ต้องผ่านหลักสูตร THAI SELF-DEFENSE 2 มาก่อน (รับจำนวนจำกัด)
สถานที่ ชั้น 3 ร้านขอขวัญ เลขที่ 102/24 ซอย พัฒนาการ 58 เยื้อง ร.ร. เตรียมพัฒนาการ เขต สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
แผนที่
GPS N 13-43-832, E 100-38-871
ค่าฝึกอบรม (โอนเงิน) 2800 บาท/ท่าน (รวมค่าอาหาร)
การแต่งกาย เสื้อยืด กางเกงวอร์ม หรือ แต่งกายรัดกุม
เอกสารประกอบการสมัคร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ, ใบยินยอมจากผู้ปกครอง (ในกรณีผู้รับการฝึกอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์)
ครูฝึก ครู วีระ (Batman), ครู เจี๊ยบ, ครู Snap shot
ติดต่อ คุณ ต่าย โทร. 089-817-7815, Fax. 02-349-6207
e-mail : thaiselfdefense@gmail.com
www.thaiselfdefense.com
การฝึกอบรม THAI SELF-DEFENSE 2
การฝึกอบรม THAI SELF-DEFENSE 2
เปิดรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวสำหรับประชาชนทั่วไปหลักสูตร 2 (Thai Self-Defense 2)
จุดประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการป้องกันตัวในสถานการณ์วิกฤติให้กับประชาชนทั่วไป
เนื้อหาการฝึกอบรม (การบรรยายและปฏิบัติ)
- หลักการป้องกันตัวและการประเมินสถานการณ์
- เรียนรู้การตอบโต้ด้วยกำลัง (Strike)
- เพิ่มเติมการป้องกันตัวด้วยมือเปล่า (Empty hand self-defense)
- เพิ่มเติมการป้องกันตัวจากภัยคุกคามด้วย มีด ปืนพก กระบองสั้น (Disarming tactics)
- เพิ่มเติมการป้องกันตัวขณะนอนบนพื้น (Ground self-defense)
- ภัยคุกคามหลายคน (Multiple attackers)
ระยะเวลาการฝึกอบรม วันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน เวลา 9:00 – 16:00 น. (จะโทรยืนยันวันฝึกที่แน่นอนอีกครั้ง)
ผู้รับการฝึกอบรม หญิงหรือชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองยินยอม) ต้องผ่านหลักสูตร THAI SELF-DEFENSE 1 มาก่อน (รับจำนวนจำกัด)
สถานที่ ชั้น 3 ร้านขอขวัญ เลขที่ 102/24 ซอย พัฒนาการ 58 เยื้อง ร.ร. เตรียมพัฒนาการ เขต สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
แผนที่
GPS N 13-43-832, E 100-38-871
ค่าฝึกอบรม (โอนเงิน) 2500 บาท/ท่าน (รวมค่าอาหาร)
การแต่งกาย เสื้อยืด กางเกงวอร์ม หรือ แต่งกายรัดกุม
เอกสารประกอบการสมัคร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ, ใบยินยอมจากผู้ปกครอง (ในกรณีผู้รับการฝึกอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์)
ครูฝึก ครู วีระ (Batman), ครู เจี๊ยบ, ครู Snap shot
ติดต่อ คุณ ต่าย โทร. 089-817-7815, Fax. 02-349-6207
e-mail : thaiselfdefense@gmail.com
www.thaiselfdefense.com
เปิดรับการฝึกอบรมการป้องกันตัวสำหรับประชาชนทั่วไปหลักสูตร 2 (Thai Self-Defense 2)
จุดประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะการป้องกันตัวในสถานการณ์วิกฤติให้กับประชาชนทั่วไป
เนื้อหาการฝึกอบรม (การบรรยายและปฏิบัติ)
- หลักการป้องกันตัวและการประเมินสถานการณ์
- เรียนรู้การตอบโต้ด้วยกำลัง (Strike)
- เพิ่มเติมการป้องกันตัวด้วยมือเปล่า (Empty hand self-defense)
- เพิ่มเติมการป้องกันตัวจากภัยคุกคามด้วย มีด ปืนพก กระบองสั้น (Disarming tactics)
- เพิ่มเติมการป้องกันตัวขณะนอนบนพื้น (Ground self-defense)
- ภัยคุกคามหลายคน (Multiple attackers)
ระยะเวลาการฝึกอบรม วันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของทุกเดือน เวลา 9:00 – 16:00 น. (จะโทรยืนยันวันฝึกที่แน่นอนอีกครั้ง)
ผู้รับการฝึกอบรม หญิงหรือชาย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป (ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีผู้ปกครองยินยอม) ต้องผ่านหลักสูตร THAI SELF-DEFENSE 1 มาก่อน (รับจำนวนจำกัด)
สถานที่ ชั้น 3 ร้านขอขวัญ เลขที่ 102/24 ซอย พัฒนาการ 58 เยื้อง ร.ร. เตรียมพัฒนาการ เขต สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
แผนที่
GPS N 13-43-832, E 100-38-871
ค่าฝึกอบรม (โอนเงิน) 2500 บาท/ท่าน (รวมค่าอาหาร)
การแต่งกาย เสื้อยืด กางเกงวอร์ม หรือ แต่งกายรัดกุม
เอกสารประกอบการสมัคร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ, ใบยินยอมจากผู้ปกครอง (ในกรณีผู้รับการฝึกอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์)
ครูฝึก ครู วีระ (Batman), ครู เจี๊ยบ, ครู Snap shot
ติดต่อ คุณ ต่าย โทร. 089-817-7815, Fax. 02-349-6207
e-mail : thaiselfdefense@gmail.com
www.thaiselfdefense.com
Subscribe to:
Posts (Atom)











.jpg)


